<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660</id><updated>2011-10-08T04:19:40.452+07:00</updated><title type='text'>+ GMPLUS CLUB +</title><subtitle type='html'>++ Always Young ++ Always Young ++ Always Young ++</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>49</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-1233575821445230360</id><published>2007-04-18T15:34:00.001+07:00</published><updated>2007-04-18T15:34:38.936+07:00</updated><title type='text'>ทุกคนครับ ทุกคน...</title><content type='html'>ทุกคนครับ ทุกคน... &lt;br /&gt;๑&lt;br /&gt;จริงๆ การเขียนกระทู้อันนี้ มันเริ่มจากผมนั่งหาข้อมูลและเรื่องนายกรัฐมนตรีของเวียดนาม&lt;br /&gt;(นายเหงียน ตัน ดอง เป็นนายกคนที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์เวียดนาม และเด่นมากเรื่องมีหัวการตลาด การค้าพอๆ กับเรื่องควาวมตงฉินของแก) ตอนนี้ไทยเราโดนเอาไปเปรียบเทียบกับเวียดนามค่อนข้างบ่อยว่าเรากำลังจะโดนแซงในอีกไม่ถึง 20 ปีนี้(หรืออาจเร็วกว่านั้น ซึ่งก็เป็นไปได้สูง)  ตอนนี้เวียดนามกำลังลงทุนหลายต่อหลายอย่างเพื่อรองรับ การเติบโต ปีนี้เขาเริ่มสร้างสนามบินใหม่ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ใช้เวลาสร้าง&lt;br /&gt;ประมาณ 8 ปี ไม่ใช่ 42 ปีอย่างบางประเทศ เร่งพัฒนาเรื่อง Infra structure มีการจัดตั้งศูนย์ที่เขาเรียกว่า Veitnam academy of social science เป็นศูนย์เหมือนๆ กับ TDRI บ้านเรา ทำหน้าที่ในการวิจัยทุกๆ อย่างที่รัฐสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในการกำหนดนโยบายประเทศ ศูนย์นี้ตั้งเมื่อปี 2002 และเติบโตเร็วมาก &lt;br /&gt;ตอนนี้มีนักวิทยาศาสตร์ทำงานอยู่ 1500 คน ซึงเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรกว่า 80 ล้านก็ถือว่ามาก  เพราะจีนก็มีศูนย์แบบนี้ แต่มีนักวิทยาศาสตร์อยู่ 2200 คน  &lt;br /&gt;๒&lt;br /&gt;นอกเหนือจากนายกที่เก่งเรื่องการบริหารและหัวการตลาด(การจัดประชุม เอเปคและการเจรจาเข้าร่วม WTO ได้ของเขา ทำให้เวียดนามมีโอกาส"ประชาสัมพันธ์" ตัวเองได้มาก) ว่ากันว่าการให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาการศึกษานี่เอง ที่ทำให้เวียดนามโตอย่างรวดเร็วและมีทิศทาง ขณะที่บ้านเราระบบการศึกษายังเป็นคำถามอยู่ &lt;br /&gt;เวียดนามขึ้นมาเป็นประเทศที่สองของโลกที่ญี่ปุ่นสนใจอยากลงทุนมากที่สุดรองจากจีน  ตำแหน่งนี้เคยเป็นของไทย แต่ตอนนี้ไทยเราตกไปอยู่ที่ท้ายๆ เพราะปัจจัยด้านการเมืองที่วุ่นวายไม่รู้จบ และยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ว่าจะรุ่งโรจน์จริงไหม&lt;br /&gt;๓ &lt;br /&gt;มีคนตั้งข้อสังเกตว่าหากเมืองไทยยังมีระบบการเมืองแบบนี้ ยังแก้ปัญหาเรื่องคอรัปชั่นไม่ได้ และคิดนโยบาย ทำนโยบายเหมือนเด็กเล่นขายของ ไทยก็ไม่มีทางไปถึงไหน และในขณะที่เศรษฐกิจของเวียดนามโตระดับเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์ทุกๆ ปี  การเมืองเป็นเรื่องใหญ่กว่าทุกอย่างครับ มากกว่าระบบการเงิน &lt;br /&gt;หรือระบบเศรษฐกิจเสียอีก  &lt;br /&gt;๔&lt;br /&gt;หากเราจะสังเกตกันรอบๆ เมืองไทย จะพบว่า ประเทศที่สามารถพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดดอย่าง&lt;br /&gt;ญี่ปุ่น  เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกงหรือสิงคโปร์ สิ่งสำคัญก็คือ การมีรัฐบาลพรรคเดียวบริหารแบบต่อเนื่องและยาวนาน ทำให้นโยบายไม่สะดุด ไม่ต้องนับหนึ่งกันใหม่เวลาเปลี่ยนรัฐบาล ที่สำคัญคือต้องปราบปรามคอรัปชั่นได้อย่างเด็ดขาดเหมือนให้คนเปลี่ยนมาเรียกยาบ้าแทนยาม้า &lt;br /&gt;๕&lt;br /&gt;คำพูดของ คุณวิกรม เจ้าของอมตะนครในรายการโทรทัศน์รายกการหนึ่ง ที่ผมได้ดูตอนพบค่ำ เล่าถึงประสบการณ์กว่าสิบปีที่ทำงานกับคนเวียดนามนานหลายสิบปี เขาพบอย่างหนึ่งว่าแววตาของคนเวียดนามต่างจากคนไทยมาก "คนเวียดนามมีแววตาที่มุ่งมั่น ใฝ่รู้ กระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นที่ถูกใจของนักธุรกิจที่ได้เข้าไปติดต่อกับเวียดนาม เพราะเขาเห็นพลัง เห็นความกระหายอยากรู้ แล้วคนเวียดนามมี creative mind ดี &lt;br /&gt;กล้าคิดกล้าทำ นักธุรกกิจญี่ปุ่นหลายคนที่เคนมาติดต่อกับราชการที่เมืองไทย เขามักบอกผมเสมอๆ ว่าคนไทยไม่มีสายตาแบบนั้น บางทีเหม่อลอย บางทีไม่กล้า ไม่กระตือรือร้น  โดยเฉพาะข้าราขการไทย แทบหาไม่ได้ &lt;br /&gt;แววตาที่อยากทำงาน แววตาที่กระตือรือร้น มุ่งมั่นแบบนั้น"  คุณวิกรมบอกว่าในขณะที่คนไทยเดินทอดน่องกันตอนเลิกงาน  แต่ที่เวียดนาเขาไม่เคยเห็นใครทำอย่างนั้น  &lt;br /&gt;๖&lt;br /&gt;ครั้งหนึ่ง&lt;br /&gt;คนไทยเราครั้งหนึ่งเคยเรียกคนจีนแบบดูถูกว่าพวกเจ๊ก  เราเคยเรียกคนเวียดนามด้วยคำว่า ไอ้พวกเวียดกง &lt;br /&gt;ผมไม่รู้ว่าคนเวียดนามเขาเรียกเราว่าอะไร  และคนจีนเรียกเราว่า "ไทกั่วเหยิน" นั้น เขาจะเราด้วยน้ำเสียงแบบเดียวกับ ที่เราพูดว่าเจ๊กหรือเปล่า   ผมไม่รู้ว่านี่เป็นข้อดี หรือเป็นข้อเสียของเรา กับการที่เราสามารถเป็นชาติที่เพิกเฉยในบางเรื่องได้สบายๆ (อย่างคอรัปชั่นหรือวัฒนธรรมแบบปากอย่างใจอย่าง)  และใส่ใจกับเรื่องบางเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง(ห้ามซื้อแอลกอฮอลล์ตอนกลางวัน ในร้านขายของ1) &lt;br /&gt;เราอยู่ในโลกที่ผูกติดไปกับกลไกตลาด และตอนนี้เราเป็นใส้กลางของแซนวิช ที่ไปไหนไม่ได้  &lt;br /&gt;เราคนไทยจะทำอย่างไร  เราจะช่วยประเทศไทยเราอย่างไร  เราจะมีแววตาแห่งความกระตือรือร้นแบบนั้นได้ไหม &lt;br /&gt;นักศึกษาที่เรียนอยู่ตอนนี้เขาคิดอะไรอย่างไรกับชาติและอนาคต &lt;br /&gt;แล้วเราอยากให้คนอื่นเรียกเราว่าอย่างไร? &lt;br /&gt;ข้อนี้ผมอยากรู้จริงๆ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-1233575821445230360?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/1233575821445230360/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=1233575821445230360&amp;isPopup=true' title='10 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/1233575821445230360'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/1233575821445230360'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2007/04/blog-post.html' title='ทุกคนครับ ทุกคน...'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>10</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-5228547031158537230</id><published>2007-02-22T15:27:00.000+07:00</published><updated>2007-02-22T16:04:59.799+07:00</updated><title type='text'>“Early Syndrome”</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp2.blogger.com/_w0lm6Dc1qTI/Rd1clhLtS8I/AAAAAAAAAAk/vM1QYLmz4II/s1600-h/217209_6ada61e85b.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5034281758102473666" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp2.blogger.com/_w0lm6Dc1qTI/Rd1clhLtS8I/AAAAAAAAAAk/vM1QYLmz4II/s400/217209_6ada61e85b.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;. . . &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เมื่อครู่เพิ่งกดโทรศัพท์วางหูจากเพื่อนครับ ปลายทางรายนี้โทรฯ มาบอกว่า “เรื่องที่คุยกันวันก่อน มันเป็นจริงแล้ว นี่…ถ้าไม่สังเกตไม่รู้นะ” ผมได้แต่เออออฟังคุณเพื่อนบ่นเรื่องโน่นเรื่องนี้ต่างๆ นานา ผิดกลับครั้งก่อนที่ผมเองเป็นคนพูดอยู่ฝ่ายเดียว เพื่อนได้แต่ฟังและพยักหน้า “อืม-อืม”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราคุยกันเรื่อง “Early Syndrome” ครับ อย่าเพิ่งทำหน้างงแล้วพาลไม่อ่านต่อนะครับ เพราะเรื่องนี้สำคัญมากและเกี่ยวกับพวกเราทุกคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต เครื่องมือสื่อสารไฮเทคทุกชนิด เอาเป็นว่าถ้าคุณมีอีเมล์หรือชอบส่ง SMS มันก็เกี่ยวกับคุณแล้ว ไม่แน่ว่าตอนที่คุณอ่านคอลัมน์นี้อยู่ คุณก็อาจอยู่ในกลุ่มอาการ Early Syndrome อยู่ก็ได้ บรรทัดต่อไปเป็นรายละเอียดและวิธีตรวจอาการอย่างคร่าวๆ ที่สำคัญบอกไว้ก่อนว่าโรคนี้ ยุคนี้ถ้าเป็นแล้วไม่มีทางรักษาให้หายขาด (!)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“Early Syndrome” คำนี้ฟังดูทั้งคุ้นและไม่คุ้นใช่ไหม Early Syndrome ไม่ใช่ Down Syndrome โรคที่เกิดจากพันธุกรรมความผิดปรกติของโครโมโซมที่ทำให้ทารกที่เกิดมาตาเฉียง จมูกแบน อย่างนั้นนะครับแต่ Early Syndrome เป็นโรคของคนยุคสมัยใหม่ที่อยู่ตามเมโทรหัวเมืองใหญ่ของโลก (กรุงเทพฯก็ใช่)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อธิบายให้ง่ายกว่านั้น Early Syndrome เป็นโรคที่เกิดจากเทคโนโลยีที่ทันสมัยสุดๆ ส่งให้คนเราสะดวกสบายทุกอย่าง แต่ในทางกลับกันก็ทำให้ประชากรในเครือข่าย “รอคอยอะไรไม่เป็น” กระวนกระวาย ร้อนรน รีบเร่งไปต่างๆ นานา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยกตัวอย่างเรื่องรอบตัวๆ ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ตลอดจนการจราจรในโลกไซเบอร์ ทุกอย่างกำลังเคลื่อนที่เข้าไปในคอนเซ็ปต์ Faster to Fastest (เร็วกว่า แรงกว่า ถึง เร็วที่สุด ) แน่นอนปัจจุบันและอนาคตเรากำลังจะมีชิพประมวลผลคอมพิวเตอร์ที่ทำงานเร็วขึ้นเรื่อยๆ ชนิดที่คุณซื้อวันนี้ พรุ่งสายๆ ก็ตกรุ่น (ทั้งที่เมื่อก่อนอินเทลเคยประกาศบอกว่า ชิพประมวลผลคอมพิวเตอร์จะมีความเร็วขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัวเมื่อเวลาผ่านไป 18 เดือน คำพูดนี้ผมได้ยินก่อนยุค Y2K โน่น)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่เมื่อทศวรรษก่อนเรามีโมเด็มที่รันได้ 56 Kbps ก็ถือว่าหรูแล้ว แต่ปัจจุบันทุกบ้านโละมาใช้ ADSL ไฮสปีดอินเตอร์เน็ตที่ระดับชิลล์ ชิลล์ ก็ต้อง 512 kbps ทิ้งของเก่าไปอย่างไม่ดูดำดูดี จะมีใครหวนกลับไปต่ออินเตอร์เน็ตความเร็วระดับนั้นอีกละ ลองถามใจตัวเองดู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“Slow is Lost in Forever” “ความล่าช้ากำลังจะสูญพันธ์ไปตลอดกาล” เพราะเทคโนโลยีกำลังบดขยี้สิ่งนี้อยู่ตลอดเวลา ผมเคยอ่านเจอประโยคนี้ในบทบรรณาธิการนิตยสาร Wired สิ่งพิมพ์สุดเดิร์นด้านนวัตกรรมและไอทีเล่มสำคัญของโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมาดๆ เมื่อหัวค่ำผมเข้าไปเตร็ดเตร่ในโลกไซเบอร์เหมือนทุกวัน เจอหลายกระทู้ที่ชื่นชม Youtube.com รวมไปถึงนิตยสารไทม์ที่ยกย่องให้ You หรือผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นบุคคลแห่งปี 2006 แต่เคยมีใครคิดอีกด้านไหมว่า “ศัตรูที่จะมาฆ่า Youtube อย่างเงียบๆ ก็คือ ความรีบเร่ง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อนผมหลายคนไม่อาจทนรอคอยให้การดาวน์โหลดสมบูรณ์เพื่อดูคลิปเหล่านั้น พวกเขามักจะปิดไปก่อนพร้อมบอกว่า Very Very Slow ! หรือช้าโคตรๆ นั่นไงครับ คือ การป่วยเป็น Early Syndrome คนสมัยนี้เป็นอะไรที่รอไม่ได้ มากกว่านั้นโรคนี้ยังรุกลามและระบาดหนัก ก็คุณเพื่อนผมที่โทรฯ มาเมื่อ 15 นาทีที่แล้วตอนต้นบทความ เขาบอกว่าเมื่อเย็นกำลังเคลียร์กับคุณแฟนเรื่องรับโทรศัพท์ช้า เขาปล่อยให้เธอรอนานหลายตุ้ด โทรฯมาไม่ยอมรับสักที ให้ฟังแต่เพลงรอสายเดิมๆ ทั้งที่เขารับช้าไปแค่ 1 นาทีเศษ (การรอใครให้มารับสายในเวลานาทีเศษก็ถือว่านานมากเลยสำหรับการโทรฯหาใครสักคนในชั่วโมงนี้)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากเรื่องนี้ผมตั้งคำถามเล่นๆ ว่า ทำไมคนเมืองถึงเคลื่อนชีวิตกันเร่งรีบเต็มสปีดกันขนาดนี้ พวกเขาต้องการอะไรที่ตอบสนองได้รวดเร็ว ส่ง SMS เข้ารายการทีวีก็ต้องขึ้นให้เห็นเดี๋ยวนี้นะ! ตามหน้าโฆษณาสินค้าก็ต่างพร้อมใจกันระบุคุณสมบัติที่บอกว่า สะดวก - รวดเร็วกว่า- ง่ายดาย- ทันใจ ฯลฯ ทั้งนี้ก็เป็นกลุ่มคำที่ว่าด้วย “การไปถึงความสำเร็จรูปอย่างเร่งด่วน” ทุกวันนี้แม้แต่บะหมี่สำเร็จรูปก็ชงทานได้ใน 2 นาที เส้นก็จะเหนียวนุ่ม รสชาติกลมกล่อม อีก 6 เดือนข้างหน้าอาจหดสั้นเหลือแค่นาทีครึ่งจนครึ่งนาทีก็เป็นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ให้ท้ายกันเข้าไปเถอะครับ นี่แหละตัวอย่างของสังคม Early Syndrome เอาง่ายๆ ว่าถ้าคุณกดปุ่มเรียกลิฟต์ซ้ำหลายๆ ครั้งทั้งที่กดไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่าว…ถ้าถามว่าแล้วมันจะมีผลอะไรกับชีวิตมากไหมถ้าเป็นไอ้โรคนี้ ก็ตอบว่า มันจะทำให้คุณไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตที่ช้ากว่าเดิมได้อีกแล้ว และคุณต้องเพียรหาสปีดที่เร็วขึ้นๆ ให้กับชีวิตผ่านเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ หรือระบบต่างๆ Life in The fast Lane อยู่ตลอดเวลา“ เหนื่อยไหม สิ่งที่เธอทำอยู่” ผมคิดถึงเพลงพี่เบิร์ดขึ้นมาตะหงิดๆ ฮิฮิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่บทความนี้ก็ไม่ได้ใจร้ายปล่อยเกาะผู้อ่านหรอกนะครับ เมื่อแจ้งให้ทราบในฐานะที่คุณตกอยู่ในสถานการณ์ Early Syndrome เราก็มีข้อความสั้นๆ ปรัมปรา ที่จะจบใน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ย่อหน้านี่ว่า “Very Good Things Come to Those Who Wait”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่(โคตรจะ)ดีมักมาถึงคนที่รอได้&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;. . .&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;Post by buiberry &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-5228547031158537230?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/5228547031158537230/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=5228547031158537230&amp;isPopup=true' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/5228547031158537230'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/5228547031158537230'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2007/02/early-syndrome.html' title='“Early Syndrome”'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp2.blogger.com/_w0lm6Dc1qTI/Rd1clhLtS8I/AAAAAAAAAAk/vM1QYLmz4II/s72-c/217209_6ada61e85b.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-6012567236209092970</id><published>2007-02-21T12:29:00.000+07:00</published><updated>2007-02-21T12:48:30.559+07:00</updated><title type='text'>Love at first sight &amp; Lust at first sight?</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_w0lm6Dc1qTI/RdvbYhLtS7I/AAAAAAAAAAY/4MmZRIHKz9M/s1600-h/C5092462-4.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5033858222787480498" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_w0lm6Dc1qTI/RdvbYhLtS7I/AAAAAAAAAAY/4MmZRIHKz9M/s400/C5092462-4.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;1&lt;br /&gt;“เชี่ย! นี่มันชีวิตกูชัดๆเลย”&lt;br /&gt;เมื่อคืนเป็นอีกคืนที่ผมปล่อยตัวเองไปกับโลกของ Sex &amp;amp; the City (อย่าถามเลยว่าผมเหมือนใคร) ตอนที่ผมดูชื่อ ‘Chicken Dance’ ว่าด้วยเรื่องเพื่อนของชาร์ล็อตซึ่งตกหลุมรักคู่เดทของมิแรนด้าทันทีที่พบ และในอีก 2 อาทิตย์ต่อมา เขาและเธอก็ตกลงแต่งงานกันอย่างสายฟ้าแลบ แครีเล่าเรื่องนี้ให้บิ๊กฟัง คำพูดของบิ๊กทำเอาผมเก็บไปคิดวนเวียนอยู่ทั้งคืน&lt;br /&gt;“I don’t believe in &lt;strong&gt;love&lt;/strong&gt; at first sight but I believe in &lt;strong&gt;lust&lt;/strong&gt; at first sight”&lt;br /&gt;จบประโยคนี้ปั๊บ ก็ตัดเป็นความคิดเห็นของสาวๆหลายๆคน ผู้หญิงคนหนึ่งพูดไว้อย่างน่าสนใจว่า&lt;br /&gt;“คนที่ไม่เชื่อใน&lt;strong&gt;รัก&lt;/strong&gt;แรกพบก็เพราะเขายังไม่เคยเจอกับตัวเองน่ะสิ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2&lt;br /&gt;บ่ายแก่ๆของวันอังคารที่น่าเบื่อ ผมนั่งทำงานอยู่เงียบๆ จำไม่ได้ว่าพี่ๆที่นั่งเม้าท์อยู่ใกล้ๆคุยกันเรื่องอะไรอยู่ แต่มีประโยคหนึ่งจากบก.ที่ดันมาสะดุดหูผมเอาจังเบ้อเร่อ และผมก็อดคิดถึงมันไม่ได้&lt;br /&gt;"ผู้ชายไม่ได้ต้องการความ&lt;strong&gt;รัก&lt;/strong&gt;หรอก แค่ต้องการเซ็กส์และความเข้าใจเท่านั้นเอง"&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;em&gt;&lt;br /&gt;&lt;/em&gt;3&lt;br /&gt;เท่าที่ผมเห็น ผู้ชายมักสามารถแยกความ&lt;strong&gt;รัก&lt;/strong&gt;และความ&lt;strong&gt;ใคร่&lt;/strong&gt;ได้อย่างชัดเจน ผู้ชายมีผู้หญิงได้หลายคน และแต่ละคนล้วนมีตำแหน่งแห่งที่อยู่ในใจของผู้ชาย เช่น ผู้หญิงคนนี้มีไว้เพื่อบูชา ผู้หญิงคนนี้มีไว้เป็นนางบำเรอ ส่วนผู้หญิงคนนั้นมีไว้เป็นภรรยา ฯลฯ ในขณะที่ผู้หญิงถูกสอนให้หลอมรวมความ&lt;strong&gt;รัก&lt;/strong&gt;กับความ&lt;strong&gt;ใคร่&lt;/strong&gt;เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เช่น ผู้หญิงมักเชื่อว่าต้องมีเซ็กส์กับผู้ชายที่เธอ&lt;strong&gt;รัก&lt;/strong&gt;เท่านั้น ผู้หญิงจึงใช้เซ็กส์เป็นเครื่องแสดงว่าเธอ&lt;strong&gt;รัก&lt;/strong&gt;ใครสักคนแล้ว และพร้อมจะเป็นของของเขา (ซึ่งเอาจริงๆ เธอไม่ใช่ “ของ” และเธอก็ไม่ใช่ “ของใคร” สักหน่อย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ได้บอกว่าใครดีหรือไม่ดีกว่ากัน เพียงแต่ผมรู้สึกว่า ทั้ง&lt;strong&gt;รัก&lt;/strong&gt;และ&lt;strong&gt;ใคร่&lt;/strong&gt;มันน่าจะมาเป็นเนื้อเดียวกันไม่ใช่หรือ (หมายถึงในความสัมพันธ์แบบผัวเมียน่ะนะ) มันคงไม่ได้แยกกันเป็นขาวกับดำได้หมดหรอก ซึ่งนั่นแปลว่า &lt;strong&gt;รัก&lt;/strong&gt;ไม่ใช่สิ่งที่ประเสริฐที่สุด และ&lt;strong&gt;ใคร่&lt;/strong&gt;ก็ไม่ใช่สิ่งที่สกปรกที่สุด ผมนึกไม่ค่อยออกว่า&lt;strong&gt;รัก&lt;/strong&gt;แบบไม่มี&lt;strong&gt;ใคร่&lt;/strong&gt;เป็นอย่างไร ยังไงมันก็มีความ&lt;strong&gt;ใคร่&lt;/strong&gt;เจืออยู่ เพียงแต่จะมากจะน้อยเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ก็อีกนั่นแหละ ถ้าของมันมาคู่กันจริง แล้วเราจะอธิบายความสัมพันธ์แบบ&lt;strong&gt;ใคร่&lt;/strong&gt;ล้วนๆซึ่งมีอยู่จริงได้อย่างไรล่ะ เราเชื่อกันว่าความสัมพันธ์แบบ&lt;strong&gt;ใคร่&lt;/strong&gt;ล้วนๆไม่มีวันยืดยาว เพราะไม่ได้มีความ&lt;strong&gt;รัก&lt;/strong&gt;เกาะเกี่ยวผูกพันกันอยู่ แต่เคยได้ยินความสัมพันธ์แบบ ‘Fuck buddy’ ไหมครับ Fuck buddy ก็คือคู่เดทที่ดูท่าว่าจะไปไม่รอดในเรื่องรัก แต่เข้าขากันดีเหลือเกินเวลาอยู่บนเตียง คุณทั้งสอง (อย่างน้อยก็สอง!) จึงเกี่ยวพันกันด้วยเซ็กส์ (ที่ไม่มีรัก) และเท่าที่ผมทราบ Fuck buddy หลายคู่ก็ยังคงเป็น buddy ได้ยาวนานทีเดียว บางที Fuck buddy ก็อาจจะเป็นเหมือนที่พี่บก.บอกว่า ไม่ต้องการความ&lt;strong&gt;รัก&lt;/strong&gt; แต่ต้องการเซ็กส์และความเข้าใจเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4&lt;br /&gt;ผมเคยมีทั้ง &lt;strong&gt;Love&lt;/strong&gt; at first sight และ &lt;strong&gt;Lust&lt;/strong&gt; at first sight ผมคิดอย่างบิ๊กว่า &lt;strong&gt;Lust&lt;/strong&gt; at first sight มีจริง แต่ผมชักไม่แน่ใจแล้วว่าสิ่งที่เรารู้สึกในวินาทีที่สองสายตาประสานกันมันคือ &lt;strong&gt;Love&lt;/strong&gt; หรือ &lt;strong&gt;Lust&lt;/strong&gt; กันแน่ ถ้าความรักคือความรู้สึกกำซาบลึกซึ้ง คนเราจะสามารถ&lt;strong&gt;รัก&lt;/strong&gt;ใครทันทีเชียวหรือ ผมคิดเอาเองว่าไอ้ความรู้สึกนั้นมันน่าจะเป็น &lt;strong&gt;Lust&lt;/strong&gt; at first sight เพียงแต่ Lust นี้มันอาจจะต่างจาก &lt;strong&gt;Lust&lt;/strong&gt; อื่นๆที่เคยพบ อาจเป็น &lt;strong&gt;Lust&lt;/strong&gt; ที่วางตัวอยู่ใกล้ &lt;strong&gt;Love&lt;/strong&gt; สักหน่อยจนพัฒนาเป็น &lt;strong&gt;Love&lt;/strong&gt; ได้ ผมคิดว่าความรักจะเกิดขึ้นได้น่าจะต้องใช้เวลามากกว่าเพียงชั่ววินาทีของสายตา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคยมีนักวิทยาศาสตร์พูดว่า ทั้งความ&lt;strong&gt;รัก&lt;/strong&gt;และความ&lt;strong&gt;ใคร่&lt;/strong&gt;ก็เกิดจากการหลั่งสารเคมีในสมองเหมือนกันนั่นแหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณยังจะ&lt;strong&gt;รัก&lt;/strong&gt;ผมไหมครับ ถ้าความรู้สึกทั้งหมดที่ผมมีให้คุณเกิดจากต่อมในสมองมันดันสั่งการให้เป็นแบบนั้น...เท่านั้นเอง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;Toffy in Love&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://toffyinlove.blogspot.com"&gt;http://toffyinlove.blogspot.com&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-6012567236209092970?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://toffyinlove.blogspot.com' title='Love at first sight &amp; Lust at first sight?'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/6012567236209092970/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=6012567236209092970&amp;isPopup=true' title='207 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/6012567236209092970'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/6012567236209092970'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2007/02/love-at-first-sight-lust-at-first-sight.html' title='Love at first sight &amp; Lust at first sight?'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp0.blogger.com/_w0lm6Dc1qTI/RdvbYhLtS7I/AAAAAAAAAAY/4MmZRIHKz9M/s72-c/C5092462-4.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>207</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116697264432758346</id><published>2006-12-24T21:42:00.000+07:00</published><updated>2006-12-24T22:20:14.930+07:00</updated><title type='text'>บอร์ดเงียบเหงาเกินไปหรือเปล่า</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/7735/4042/1600/963270/IMG_0229.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/7735/4042/320/595655/IMG_0229.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เข้าใจว่าคงเป็นช่วงเวลาของการนับถอยหลังเพื่อวันหยุดยาว การเริ่มต้นใหม่ วันแห่งการดื่มกินอีกครั้ง หรืออะไรก็แล้วแต่&lt;br /&gt;ทุกๆ คนก็เลยดูเงียบเหงากันไปหมด เพราะคงอยากให้ถึงวันนั้นไวๆ&lt;br /&gt;จริงๆ ผมไม่ค่อยจะชอบภาวะของหการรอคอยแบบนี้เท่าไหร่&lt;br /&gt;เพราะลึกๆ เราก็รู้อยู่เต็มอกอันแสนแน่นของเราว่าถึงเวลาจริงๆ มกราคมมันก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก&lt;br /&gt;ต้นฉบับ รถติด ชีวิตเงินผ่อน และฝันกลางวันกับล็อตเตอรี่(ที่ไม่เคยซื้อ)&lt;br /&gt;แต่ตื้นๆ เทศกาลปบบนี้ก็ดี ที่ทำให้เราได้เจอญาติพี่น้อง ที่ไม่ได้เจอกันมานาน&lt;br /&gt;เด็ก เวลาแบบนี้นี่ล่ะ ที่จะมีโอกาสได้เงินก้นถุงจากพวกผู้ใหญ่&lt;br /&gt;เงินฟรี ขนมฟรี และกล่องของขวัญ แสนหอมหวานจริง จริ้ง&lt;br /&gt;(แต่ตอนนี่ถึงตาต้องให้เขาบ้างนี่ก็เป็นเรื่องใหญ่เหมือนกัน)&lt;br /&gt;จริงๆ ผมเองก็ไม่ค่อยมีอะไรจะคุยเท่าไหร่&lt;br /&gt;เพิ่งกลับมาจากเขาใหญ่ อากาศหนาวเหมือนจะฆ่าใครตายได้&lt;br /&gt;แต่กวาง เก้งช้างเชิ้งที่นั่นไม่เห็นหนาวด้วย ก็เลยพอได้เห็นบ้าง&lt;br /&gt;(แต่รถส่องสัตว์ เยอะยังกะรถส่งคนงานตามโรงงานเลยล่ะ)&lt;br /&gt;ไว้จะมาเล่ายาวๆ ให้ฟัง ตอนนี้ง่วงนอนมาก เมื่อคืนหนาวจนนอนไม่ค่อยหลับ&lt;br /&gt;หวังว่ากลับบ้านลำปางต่างจังหวัด คงไม่หนาวขนาดนั้น&lt;br /&gt;ปรื๋อยๆ ...คิดแล้วก็หนาว&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116697264432758346?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116697264432758346/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116697264432758346&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116697264432758346'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116697264432758346'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/12/blog-post_24.html' title='บอร์ดเงียบเหงาเกินไปหรือเปล่า'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116659411222639923</id><published>2006-12-20T12:53:00.000+07:00</published><updated>2006-12-20T12:55:12.236+07:00</updated><title type='text'>กัลยาณมิตร</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;font-size:130%;"&gt;สิ่งที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ทุกคน คือต้องมีกัลยาณมิตร&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;font-size:130%;"&gt;กัลยาณมิตร คือผู้ที่พูดในสิ่งที่เราไม่อยากฟัง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;font-size:130%;"&gt;&lt;strong&gt;/ พระพุทธเจ้า&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116659411222639923?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116659411222639923/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116659411222639923&amp;isPopup=true' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116659411222639923'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116659411222639923'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/12/blog-post_20.html' title='กัลยาณมิตร'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116555771752931529</id><published>2006-12-08T12:52:00.000+07:00</published><updated>2006-12-08T13:14:02.123+07:00</updated><title type='text'>ใครไม่เห็นด้วยยกมือขึ้น</title><content type='html'>&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/7735/4042/320/413490/01%20copy.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;13.00 น.หน้าหอสมุดจุฬาฯ 7 ธ.ค.49&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;"ความทุกข์ความเศร้าโศกอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ ชัยชนะของสงคราม ความโหดร้ายข่มขู่ต่างๆ การขาดความซื่อสัตย์ ความอยุติธรรม แสดงให้เราเห็นถึงความหมายของธรรมชาติของโลก และการมีอยู่&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ชีวิตของคนส่วนใหญ่จึงเป็นเพียงการต่อสู้เพื่อ มีอยู่ ตลอดเวลา&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;บนความแน่นอนที่ว่าวันหนึ่งเราจะต้องสูญเสียมันไปในที่สุด"&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;/Schopenhauer, นักปรัชญา&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ใครไม่เห็นด้วยยกมือขึ้น!&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116555771752931529?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116555771752931529/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116555771752931529&amp;isPopup=true' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116555771752931529'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116555771752931529'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/12/blog-post_08.html' title='ใครไม่เห็นด้วยยกมือขึ้น'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116547094352455405</id><published>2006-12-07T12:53:00.000+07:00</published><updated>2006-12-07T12:55:43.530+07:00</updated><title type='text'>Please try harder</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:180%;"&gt;"Sadness is easier because its surrender. &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;I say make time to dance alone with one hand waving free."&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;/Claire Colburn จากหนัง Elizabethtown&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116547094352455405?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116547094352455405/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116547094352455405&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116547094352455405'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116547094352455405'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/12/please-try-harder.html' title='Please try harder'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116499738096380254</id><published>2006-12-02T01:16:00.000+07:00</published><updated>2006-12-02T01:40:04.350+07:00</updated><title type='text'>เป็นของพี่นะครับคนดี</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/7735/4042/1600/968094/wed.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/7735/4042/320/464557/wed.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;“เป็นของพี่นะครับคนดี”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1&lt;br /&gt;        “หวัดดีจ๊ะ ภรรยาของพี่ ไม่โทรหาสามีเลยนะ” ปลายสายเป็นเสียงของผู้ชายที่ผมเคยมีอะไรด้วย ไม่ใช่เพราะที่เขาโทรมาหรอก แต่คำทักทายของเขาต่างหากที่ทำผมตะขิดตะขวงใจ&lt;br /&gt;                “เฮ้ย! ผมไปเป็นภรรยาของพี่ได้ไง(ฟะ)” ผมใช้สิทธิ์พาดพิงโต้ทันควัน&lt;br /&gt;                “อ้าว! ก็เรามีอะไรกันแล้ว เราก็ต้องเป็นของพี่ไม่ถูกเหรอ”&lt;br /&gt;                ให้ตายสิ! เหมือนภาพอดีตรีรันอย่างรวดเร็ว ครั้งหนึ่งขณะที่ผมกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มกับผู้ชายอีกคน นี่คงจะเป็นค่ำคืนที่ร้อนแรงของเรา ถ้าตานั่นไม่ดันทะลึ่งคิดว่าตัวเองเป็นพระเอกละครน้ำเน่าพูดว่า...&lt;br /&gt;        “เป็นของพี่นะครับคนดี”&lt;br /&gt;                รสจูบยังไม่ทันกำซาบ ผมหมดอารมณ์จนผละเขาออกจากอ้อมแขน แล้วร่ายยาวเรื่องสิทธิสตรีให้เขาฟังหนึ่งจบแทน แน่นอนว่าคืนนั้นเราไม่มีอะไรกันต่อ...&lt;br /&gt; ถ้ารู้ว่าอีตานี่ก็เป็นอีหรอบเดียวกัน ผมคงไม่เสียเวลากับมันตั้งแต่แรกหรอกนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2&lt;br /&gt; สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าเกย์มักได้รับความไว้วางใจให้เป็นที่ปรึกษาของเพื่อนมนุษย์เสมอ เพื่อนสาวนางหนึ่งของผมโทรมาปรับทุกข์เรื่องหัวใจ ผู้ชายคนนี้จีบเธอได้พักหนึ่งแล้วล่ะ วันก่อนทั้งคู่นัดกันไปตีสควอช แต่เจ้าหนุ่มดันเบี้ยวซะงั้น เขาให้เหตุผลว่า &lt;br /&gt;                “ช่วงนี้ไม่รู้ทำไมผมดวงซวยตลอดเลย ผมว่าจะไปทำบุญกับคุณแม่ก่อน ต้องขอโทษด้วยนะครับที่ไปตีสควอชด้วยไม่ได้ คุณคงไม่ว่ากันนะ” ฟังดูเป็นพ่อหนุ่มใจบุญ แต่เพื่อนสาวของผมก็ฉลาดล้ำ ต้อนจนผู้ร้ายยอมถอดจีวรสารภาพ&lt;br /&gt;                “พูดความจริงมาเถอะ เราไม่โกรธหรอก ก็เราไม่ได้เป็นอะไรกันซักหน่อย” แหม...เธอยังอุตส่าห์เป็นแม่พระกับโจรอีก&lt;br /&gt;                “คือที่จริงผมไปเที่ยวทองหล่อมา แล้วมีผู้หญิงมาขอเบอร์ผม...”&lt;br /&gt;                “พอรุ่งเช้า ผมตื่นมา ทั้งโทรศัพท์ ทั้งเงินในกระเป๋าก็หายไปหมดเลย...” เขาตัดฉับมาในฉากตอนเช้าอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคืนนั้นเกิดอะไรขึ้น และไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเพื่อนสาวของผมโกรธขนาดไหน&lt;br /&gt;                “เราไม่โกรธหรอก ก็เราไม่ได้เป็นอะไรกันซักหน่อย” เธอยอมฝืนกลืนคำพูดตัวเองแล้วคายมันออกมาเป็นน้ำตา...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3&lt;br /&gt; ไม่รู้หมู่นี้ทำไมคนใกล้เคียงของผมถึงมีปัญหาหัวใจกันหมด เพื่อนสาวอีกคนของผมเพิ่งจะเลิกรากับแฟนหนุ่มที่คบหากันมานาน ซ้ำร้าย เธอดันเลิกกับเขาในวันครบรอบปีที่สี่พอดิบพอดี ที่จริงก่อนหน้านี้ทั้งคู่ก็มีปัญหาระหองระแหงกันเรื่อยๆ เลิกกันแล้วก็ดีกัน แต่ท่าทางคราวนี้จะรุนแรงกว่าเดิมนักจนหมดลุ้น&lt;br /&gt; แฟนของเธอเป็นคนโมโหร้าย เธอเองก็เพิ่งจะล่วงเข้าสู่วัยทำงานจึงมีเวลาให้แฟนน้อยลง จังหวะเดียวกับที่เธอไม่สบาย จึงไม่อยากมีอะไรกับแฟนเธอเท่าไร พอห่างหายเรื่องแบบนี้ไป แฟนเธอก็เริ่มอาละวาดฟาดงวงฟาดงา หาว่าเธอมีคนอื่นบ้าง หาว่าเธอไม่รักเขาบ้าง หนักข้อเข้าเธอก็เริ่มหนักใจและอยากปลดแอกนี้ออกไปจากตัว&lt;br /&gt; “จริงๆเราไม่อยากจะเลิกกับเขาเลยนะ” เธอพรั่งพรูคำนี้มานับร้อยครั้ง พร้อมกับน้ำตาอีกนับล้านหยด...&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;4&lt;br /&gt; ไม่ต่างจากแฟนของเพื่อนผมคนเมื่อกี้ ผู้ชายคนนี้ก็เลือดร้อนพอกัน เขาซัดหมัดลุ่นๆเข้าใส่เทรนเนอร์อย่างเต็มเหนี่ยว เทรนเนอร์ได้แต่ปัดป้องไม่โต้ตอบ เท่าที่ผมและคนรอบข้างเห็น เทรนเนอร์คนนี้แค่จับไหล่ของเธอเพื่อเซฟร่างกายตอนยกเวทเท่านั้น ไม่ได้มีท่าทีลวนลามเธอเลยสักนิด  &lt;br /&gt; “มึงมายุ่งกับเมียกูทำไม!” ผู้ชายคนนั้นตะโกนด่าเสียงดังลั่นจนคนแถวนั้นหยุดออกกำลัง&lt;br /&gt; “พี่เชิด! เขามาสอนออกกำลังกายนะ!” ภรรยาพยายามห้ามไว้&lt;br /&gt; “แล้วมึงเป็นเหี้ยอะไรไปให้เขาจับอยู่ได้ มึงเป็นเมียกูนะ!” เอ่อ...เป็นอันว่าโดนเข้าให้ทั้งภรรยาและเทรนเนอร์  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5&lt;br /&gt; ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า... &lt;br /&gt;        ตรงจุดไหนของเส้นความสัมพันธ์ที่ทำให้เรารู้สึกเป็นเจ้าเข้าเจ้าของอีกคน &lt;br /&gt;                ตรงจุดไหนของเส้นความสัมพันธ์ที่ทำให้เรากลายเป็น “ของ” ของเขา &lt;br /&gt;                และทำไมหัวใจที่รักในเสรีภาพถึงยอมถูกพันธนาการไว้ ความรู้สึกสยบยอมเช่นนี้มีมาได้อย่างไร&lt;br /&gt; (คุยกันไปก่อนนะครับ เดี๋ยวผมจะมาเล่าให้ฟังว่าผมคิดยังไง)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;Justify My Love&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116499738096380254?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116499738096380254/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116499738096380254&amp;isPopup=true' title='12 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116499738096380254'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116499738096380254'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/12/blog-post_02.html' title='เป็นของพี่นะครับคนดี'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>12</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116499303100332564</id><published>2006-12-01T21:37:00.000+07:00</published><updated>2006-12-02T00:36:51.783+07:00</updated><title type='text'>ไม่ชอบเจมส์ บอนด์</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/7735/4042/1600/449049/cr54.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/7735/4042/320/881352/cr54.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ไม่ได้หมายถึงว่า เดเนียล เครก น่าเกลียดนะ แต่ผมว่าบอนด์ภาคนี้มันเหมือนอยู่ในช่วงดักแด้ คือจะเต็มวัยก็ยังไม่ใช่ จะเป็นแบบลูกอ่อนก็ยังไม่เชิง  จะให้บอนด์ให้ดูสมจริง มีจุดอ่อนแต่สุดท้ายก็มีอะไรเวอร์ๆ เหมือนเดิม &lt;br /&gt;แถมเอาโป๊กเกอร์มาเป็นตัวดำเนินเรื่อง ประเทศที่คาสิโน ไม่รอแยลอย่างเรา มันไม่อินเอาซะเลย  &lt;br /&gt;จะเห่า จะหอน จะสเตรท รอยัลใครจะไปรู้ กระตุกคิ้วไปมาหาพระแสงจับผิดอะไรก็ดู over action ไปนิด &lt;br /&gt;จริงๆ ทุกภาคก็เป็นอย่างนั้น แต่ว่าในความเป็นบอนด์ที่แฟนตาซีอยู่แล้ว มันก็เลยเข้าใจได้ แต่เป็นบอนด์แบบดักแด้(ขออนุญาติเรียกแบบนี้)ก็เลยพะอืดพะอม  &lt;br /&gt;นี่ยังไม่นำการต่อสู้ในเรื่องเพศในหนังว่าใครกันแน่ระหว่างบอนด์กับผู้หญิงในเรื่อง&lt;br /&gt;เพราะอวดฉลาดพอกัน แถมผู้หญิงของบอนด์ก็ยังดูสับสนในชีวิตว่าเธอ ขะ bitch หรือไม่ bitch ดี &lt;br /&gt;แต่งตัวมิดชิดไม่มีว้อบแวม แต่ดันขี้โกงและหลอกคนที่รักจริง &lt;br /&gt;ผู้ชายก้ดูฉลาดทุกเรื่องแต่ดันโง่กับผู้หญิง แลดูเป็นคนอ่อนไหวเรื่องความรัก ทีมาร์ตี้ ดูออกว่าเป็นสายลับ &lt;br /&gt;แต่ทีคนนินด้วยกันหลายๆเดือน ดันไม่รู้นี่สิ &lt;br /&gt;การใส่ประเด็น gender เข้ามาในหนังโดยเฉพาะบุคลิกของบอนด์ กับ เอ็ม  &lt;br /&gt;เข้าใจว่าเพื่อให้ดูลิงค์กับภาคก่อนๆ ของบอนด์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รวมๆ แล้วเป็นบอนด์ที่ดูเกือบสนุก  &lt;br /&gt;เดเนียลเท่ในหน้าโทนเดียวตลอดทั้งเรื่อง &lt;br /&gt;เหมือนหน้าของเบน สตีลเลอร์ ในซูแลนเดอร์(ท่าแมกนั่นนั่นไง!) เฮ้ แต่ผมชอบนะ &lt;br /&gt;เขาดูเป็นมนุษย์นีแอนเดอธัลตัวสุดท้ายที่มีโอกาสได้เล่นเจมส์ บอนด์  &lt;br /&gt;ฉากเร้าใจและชอบที่สุดน่าจะเป็นฉากตีไข่&lt;br /&gt;เห็นตอนเลอร์ชีฟตีแล้ว &lt;br /&gt;พลอยนั่งสะดุ้งไปด้วยเลยวุ้น&lt;br /&gt;พี่แจ้มาดูคงร้อง โอย..โอย...ตามเลย  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล. ถ้าใครเข้าใจผิดว่า casino royale ไม่เคยถูกสร้าง เข้าใจผิดแล้วมันเคยถูกสร้างมาแล้วหนึ่งครั้งในปี 1954 เป็นหนังทีวี ทางช่อง CBS เหมือนในรูป&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116499303100332564?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116499303100332564/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116499303100332564&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116499303100332564'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116499303100332564'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/12/blog-post.html' title='ไม่ชอบเจมส์ บอนด์'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116471199422905940</id><published>2006-11-28T17:29:00.000+07:00</published><updated>2006-11-28T18:09:36.520+07:00</updated><title type='text'>เชียงรายไม่ได้มีแต่วัดร่องขุ่น</title><content type='html'>ที่นี่ มีศิลปินคนหนึ่งที่ไม่ได้ทำงานแนวประเพณีนิยม เขาชื่ออังกฤษ อัจฉริยโสภณ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/01.1.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/320/01.1.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;1.หน้าบ้านศิลปิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/02.1.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/320/02.0.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;2.หมาของศิลปิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/03.0.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/320/03.0.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;3.สวนของศิลปิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/04.0.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/320/04.0.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;4.บ้านกับสวนในโครงการใหม่ Coming soon ของศิลปิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/05.0.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/320/05.0.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;5.ร้านที่ขายปาท่องโก๋ซึ่งศิลปินใช้รับแขก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/06.0.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/320/06.0.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;6.วัด(มิ่งเมือง)ที่ศิลปินแนะนำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/07.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/320/07.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;7.วัดที่ศิลปินแนะนำ (2)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/08.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/320/08.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;8.ร้านบะหมี่ที่ศิลปินไม่ชอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9.ร้านเกาเหลาของศิลปิน&lt;br /&gt;(เอ๊ะ ลืมถ่าย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;10.ครอบครัวของศิลปิน&lt;br /&gt;(อันนี้ก็สำคัญเหมือนกัน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/10.0.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/320/10.0.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;11.ระหว่างทางกลับจากบ้านศิลปิน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116471199422905940?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116471199422905940/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116471199422905940&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116471199422905940'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116471199422905940'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/11/blog-post_28.html' title='เชียงรายไม่ได้มีแต่วัดร่องขุ่น'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116470767930202687</id><published>2006-11-28T16:42:00.000+07:00</published><updated>2006-11-28T16:59:29.170+07:00</updated><title type='text'>StrangeR on tour: เชียงใหม่16-18 พ.ย.49</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/01.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/320/01.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;1.Here in Chaingmai&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;น้องคนนี้เพิ่งเลิกเรียน ในวันศุกร์ เด็กๆ ในเชียงใหม่จะใส่เครื่องแบบ (ล้านนา?) แบบนี้ น่ารักๆ ตอน 5 โมงเย็นนี่ในเมืองเชียงใหม่รถเยอะชะมัด มอร์เตอร์ไซค์ว่อนไปหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;2.Montri Hotel&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;นี่เป็นแถวประตูท่าแพยามเย็น วันนี้ยังไม่มีถนนคนเดิน ที่จริงถ่ายรูปนี้มาฝากบุ๊ยโดยเฉพาะ (โปรดสังเกตมุมขวาบน)&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/02.0.jpg"&gt;&lt;img style="float:right; margin:0 0 10px 10px;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/320/02.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/03.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/320/03.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;3.don't TOUCH, don't SMELL&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;มางานพืชสวนโลกกับเขาด้วย แต่ถ่ายรูปมาแค่รูปเดียว (ก็คือรูปนี้แหละ) คือเราบอกตัวเองว่าไม่รู้จะถ่ายรูปดอกไม้ทำไม เพราะรูปที่มีคนถ่ายดอกไม้พันธุ์ต่างๆ ไว้แล้วคงสวยกว่ามาก &lt;br /&gt;พยายามจะดมกลิ่นดอกไม้ แต่มีป้ายเขียนไว้ว่า "ห้ามดม" &lt;br /&gt;Shit, man!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;4.a bench (again?!!)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;นี่ถ่ายที่กาดฝรั่ง (ซึ่งจะนำมาเขียนรายละเอียดในคอลัมน์ Metro Inside) ที่จริงที่นั่นมีอะไรให้ถ่ายรูปมากกว่านี้ แต่ไม่รู้เป็นโรคอะไรชอบถ่ายเก้าอี้ นี่ตอนเย็นๆ แต่แดดเชียงใหม่ก็ยังแรงเอามากๆ&lt;br /&gt;มาเชียงใหม่คราวนี้นอกจากจะดูรอบๆ (แน่นอน-หลังจากที่ทำงานเสร็จแล้วนะ) ตามธรรมเนียม (รวมทั้งเห่อตามเขาไปดูพืชสวนโลก) แล้ว ยังบังเอิญเจอะเขากำลังจัดงาน indy book fair ที่หอศิลป์เชียงใหม่ด้วย เราเจอ คุณคมสัน นัน ที่สนามบินตอนมาถึงเขาเลยบอกว่ามีงานนี้พอดี แถมที่ถนนคนเดินกำลังมีงานศิลปะแสดงสด Asiatopia ที่จัดเป็นครั้งแรกที่เชียงใหม่ด้วย คนดูเพียบเลย ได้เจอ พี่เลน ที่มาเปิดตัวหนังสือใหม่ของพี่เขากับสำนักพิมพ์ชมรมคนรักป่าที่นี่ด้วย ชื่อ "แผ่นดิน-เมืองใหม่" อะไรนี่ล่ะ&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/04.jpg"&gt;&lt;img style="float:right; margin:0 0 10px 10px;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/320/04.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/05.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/320/05.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;5.What vacation is.&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เจอะร้านอาหารนี้ที่ถนนลอยเคราะห์ ตอนมืดๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/06.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/320/06.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;6.Ji-Qoo&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ได้เคยมาด้อมๆ มองๆ ตอนที่แกลเลอรี่ Ji-Qoo นี้เพิ่งเปิดเมื่อราวต้นปีที่ผ่านมา มาคราวนี้ก็มาดูอีก คราวนี้เจอ คุณซาโตรุ ซึ่งเป็นเจ้าของแกลเลอรี่ด้วย เอ่อ จริงๆ เขาก็มีอะไรให้ดูมากกว่าภาพนี้อีกนั่นแหละ แต่เราชอบมุมนี้ก็เลยถ่ายมาแบบนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;****ส่วนที่เป็นรายละเอียดอื่นๆ (ที่ดูเป็นการเป็นงานหน่อย) โปรดอ่านในจีเอ็มพลัสเล่ม 1 มกราคมนี้******&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116470767930202687?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116470767930202687/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116470767930202687&amp;isPopup=true' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116470767930202687'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116470767930202687'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/11/stranger-on-tour-16-18-49.html' title='StrangeR on tour: เชียงใหม่16-18 พ.ย.49'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116431767220622349</id><published>2006-11-24T03:57:00.000+07:00</published><updated>2006-11-24T04:34:32.663+07:00</updated><title type='text'>ที่ของฉัน...</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/womantourist.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/320/womantourist.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สวัสดีค่ะ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หายหน้าหายตาไปนาน เพราะง่วนอยู่กับงานอีกแล้ว&lt;br /&gt;ทำงานแป๊ปๆ ก็ใกล้จะสิ้นปีอีกแล้ว&lt;br /&gt;เวลาช่างผ่านไปรวดเร็ว&lt;br /&gt;นับไปนับมาก็ปาเข้าไปปีที่ 6 แล้ว&lt;br /&gt;ที่จากบ้านนา...มาสู่เมืองฟ้าอมร&lt;br /&gt;นานโขอยู่เหมือนกัน&lt;br /&gt;ถึงแม้มันจะผ่านมานานแล้ว &lt;br /&gt;แต่ความรู้สึกยังไม่ได้เปลี่ยนไปจากวันแรกที่มาถึงมากนัก&lt;br /&gt;ทุกอย่างที่มองไปรอบๆตัว&lt;br /&gt; มันยิ่งตอกย้ำตัวตนว่าเราไม่ได้เกิดจากที่นี่ &lt;br /&gt;ไม่รู้ทำไม ในใจมันยังคิดอยู่ตลอด&lt;br /&gt;แต่มันก็ไม่ได้บั่นทอนความสุขของดิชั้นไปเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุการณ์หลายๆอย่างในเมืองกรุงแห่งนี้&lt;br /&gt;มันทำให้ดิชั้นยังรู้สึกรักและภูมิใจ&lt;br /&gt;ในความเป็นสาวบ้านนาอยู่เสมอ&lt;br /&gt;เพราะหลายต่อหลายครั้งที่พูดคุยกับชาวกรุง&lt;br /&gt;ถึงเรื่องราวของบ้านนอก รู้สึกพวกเขาตื่นเต้นและสนใจ&lt;br /&gt;ที่พวกเขาไม่ได้มีโอกาสที่จะไปเห็น&lt;br /&gt;ผิดกับดิชั้นที่ได้เห็นสิ่งเหล่านั้นมาจนชินชาแล้ว&lt;br /&gt;เขาคงต้องอิจฉาดิชั้นแน่ๆ ที่เคยได้กระโดดเล่นบนกองฟาง&lt;br /&gt;เก็บปูนาหรือว่าตะลุยหาปลาในน้ำก็เคยมาหมดแล้ว&lt;br /&gt;เมื่อนึกถึงแต่ละครั้งดิชั้นก็อดที่จะอมยิ้มไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่มาในวันนี้ ตัวของดิชั้นที่เคยวิ่งเล่นอยู่ตามท้องนากับเพื่อนๆ&lt;br /&gt;รองเท้าที่เคยฝากไว้บนโคลนแถวบ้าน&lt;br /&gt;มันได้เปลี่ยนที่มาอยู่บนพื้นหินอ่อนของสยามพารากอน&lt;br /&gt;มันช่างแตกต่างได้อะไรขนาดนั้น&lt;br /&gt;ชีวิตที่ไม่เคยคิดฝันว่ามันจะเดินมาทางนี้ &lt;br /&gt;น่าแปลกใจอยู่เหมือนกัน...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บ่อยครั้งที่ดิชั้นเดินผ่าน Hermes &lt;br /&gt;และยืนจ้องกระเป๋าหนังจระเข้ใบสวย&lt;br /&gt;ได้แต่คิดว่ากระเป๋าใบนี้มันราคาเท่ากับ&lt;br /&gt;บ้านทั้งหลังแถมเฟอร์นิเจอร์&lt;br /&gt;ของเพื่อนดิชั้นบางคนที่บ้านนอก&lt;br /&gt;คิดดูแล้วมันช่างน่าตลกซะจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาถึงวันนี้ดิชั้นเริ่มรู้สึกเหนื่อยยังไงก็ไม่รู้&lt;br /&gt;อาจจะเป็นเพราะเรื่องราวมากมาย&lt;br /&gt;ที่ทำให้นางฟ้าอย่างดิชั้นต้องพบเจออยู่เสมอ&lt;br /&gt;มันอาจจะค่อยๆเก็บสะสมมาเรื่อยๆ โดยที่ไม่รู้ตัว&lt;br /&gt;วันนึงมันก็เลยกลายเป็นความเหนื่อยล้าก้อนใหญ่&lt;br /&gt;จนบางที่ดิชั้นคิดว่าการกลับไปยืนที่จุดเดิม&lt;br /&gt;ที่เคยอยู่แบบเมื่อก่อนก็อาจจะดีก็ได้&lt;br /&gt;อาจจะไม่ต้องผจญสิ่งเลวร้ายมากเท่าทุกวันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คิดถึงบ้านค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;นางฟ้า...มหาประลัย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ป.ล. แค่ห้วงอารมณ์หนึ่งเท่านั้นเองค่ะ &lt;br /&gt;ถ้าหายแล้วนางฟ้าก็ต้องออกปฏิบัติการตามล่าผู้ชายเหมือนเดิม&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116431767220622349?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116431767220622349/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116431767220622349&amp;isPopup=true' title='5 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116431767220622349'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116431767220622349'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/11/blog-post_24.html' title='ที่ของฉัน...'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116428439141541229</id><published>2006-11-23T18:13:00.000+07:00</published><updated>2006-11-23T19:19:51.906+07:00</updated><title type='text'>พระเจ้ายืนอยู่ข้างการกระทำผิดของเรา</title><content type='html'>ผมเคยตั้งคำถามหนักๆ เกี่ยวกับการกระทำผิดของตัวเองอยู่เสมอ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อตอนอายุ 20 ต้นๆ ในช่วงชีวิตที่ความผิดบาปยังดูเป็นของแปลกหน้า ผมรู้สึกราวกับว่าความผิดพลาดในชีวิตถึงขั้นที่จะฝังรากลึกลงในจิตใจนั้น ยังเป็นเรื่องห่างไกลมาก มากราวกับว่ามันอาจจะไม่มีทางเกิดขึ้นกับตัวเองเลยก็ได้ในชาตินี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เวลาผ่านไปอย่างเพลิดเพลิน ความสุข ประสบการณ์ชีวิตที่ดีๆ ก็เติบโตขึ้น จากความพยายามที่ผมจะใช้ชีวิตให้เป็นคนดีคนหนึ่งในสังคม ขณะเดียวกันนั้นมันก็พาตัวผมมาสู่เส้นทางของคนบาปโดยไม่รู้ตัว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผมเข้าไปพัวพันกับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความผิดในระดับที่เข้มข้นต่างกันไป และบางเหตุการณ์ก็เข้มข้นมากเสียจนผมไม่รู้ว่าจะหาน้ำตาที่ไหนมาชดใช้ ความผิดบาปที่เกี่ยวโยงกับผู้คนในชีวิตและชักใยเข้าสู่จิตใจของผมเองในที่สุด บางทีความผิดบาปเหล่านี้อาจจะเป็นตัวสะท้อนคำว่า "เราไม่ได้อยู่เพียงลำพังในโลก" ได้ดีกว่าหนังของคนขี้เหงาเสียอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วินาทีที่ผมอยู่ในวงล้อมของการกระทำบาป ผมมีโอกาสเพียงครั้งเดียวที่จะเลือกตัดสินใจ เป็นโอกาสที่คล้ายกับแสงเพียงวูบเดียวที่สาดส่องสู่นัยน์ตา และโอกาสที่ว่าก็มักจะหลุดลอยไปเสมอในยามที่เราต้องการมัน ข้อสังเกตเกี่ยวกับความผิดบาปก็คือมันมักจะไม่ได้ตีตราตัวเราว่าเป็นคนชั่ว คนเลว หรือฆาตกรใจโหด แต่บาปของคนส่วนใหญ่คือการแกะสลักความบกพร่องของชีวิตลงไปในความทรงจำของเรา เรายังเป็นคนปกติใช้ชีวิตอยู่ในสังคม เสียภาษี ประกอบอาชีพได้ตามวิถี แต่ในรายละเอียดของการก่อสร้างตัวเอง ผมไม่แน่ใจนักว่าตัวผมมีส่วนผสมที่ดีเหลืออยู่แค่ไหน ไม่มีสักวันที่ผมจะตื่นขึ้นมาแล้วลืมความผิดพลาดที่เคยก่อขึ้น แม้ผมจะเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ขยันให้อภัยตัวเองอย่างสม่ำเสมอก็ตาม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความรู้สึกผิด เป็นผลผลิตเพียงเล็กน้อย หากเทียบกับความผิดบาปที่ผมเคยก่อขึ้น ไม่มีความรู้สึกผิดแบบไหนที่จะแก้ตัวแทนการกระทำของเราได้ นอกจากใครคนนั้นจะหลอกตัวเอง (ซึ่งผมเชื่อว่าไม่มีใครหลอกตัวเองได้อย่างถาวร เราต่างหลอกตัวเองได้ก็ต่อเมื่อมีใครสักคนที่ไม่ใช่ตัวเรายังคงเชื่อถือสิ่งที่เราพูดอยู่) แต่แม้ผมจะรังเกียจความผิดบาปมากพอกับการเกลียดชังหลายสิ่งหลายอย่างในตัวเอง แต่ผมก็ต้องยอมรับว่าพวกมันได้ทำให้ผมก้าวผ่านความไร้เดียงสาของชีวิตมาได้อย่างหนักแน่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บาปของผมนับวันยิ่งจะอ้วนพีขึ้นตามเลขอายุ แน่นอนว่าผมยังคงห่างไกลจากคำว่าผู้ร้าย แต่ในอนาคตผมไม่รู้เลยว่าชีวิตจะพาผมไปสู่หลักไมล์ไหนของความผิดพลาด การแก้ตัว การกระทำในสิ่งที่ดีขึ้น นั่นก็เป็นสิ่งที่ผมพยายามจะทำอยู่เสมอ แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรให้ดีขึ้นนักหรอก เพราะในการกระทำที่ดี หลายครั้งก็มักจะมีวาระซ่อนเร้นของความผิดแทรกซึมอยู่เสมอ ในนามของความถูกต้องที่เรายืนหยัดก็ประหัตประหารแนวคิดของฝ่ายตรงข้ามลงไปในตัว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางทีคำรักที่เอาไว้หลอกผู้หญิงเช่นว่า "คุณทำให้ผมอยากเป็นคนที่ดีขึ้น" อาจจะไม่ใช่คำพูดเล่นๆ เสียแล้ว เพราะเพียงลำพังตัวเราเองคงไม่มีความสามารถมากพอจะถีบส่งจิตใจให้สูงกว่าเดิมได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทุกการกระทำบาป ผมมักจะรู้สึกถึงการมีอยู่ของพระเจ้าเสมอ พระเจ้าที่ไมได้สังกัดอยู่ในศานาไหนบนโลก พระเจ้าที่สูงส่งเกินกว่าความรู้สึกผิด-ถูก พระเจ้ามักจะปรากฎตัวอยู่ไม่ไกลจากตัวผมนัก และท่านก็มองมายังการกระทำของผมด้วยสายตาที่ไม่ตัดสินอะไรทั้งนั้น ท่านอยู่นอกเหนือการตัดสินใดๆ ทั้งปวง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประหนึ่งว่าพระเจ้าที่ผมเห็นนั้นยืนอยู่ข้างการกระทำผิดของผม แต่ท่านก็ไม่ได้เข้าข้างผม &lt;br /&gt;หลายครั้งที่ผมสบตากับพระเจ้า ขณะที่มือไม้กำลังห้ำหั่นกับความถูกต้อง &lt;br /&gt;นาทีนั้นผมรู้สึกเข้าใจตัวเองมากขึ้น เข้าใจผู้คนมากขึ้น เข้าใจโลกใบนี้มากขึ้น แต่ความรู้สึกนี้มันจะเกิดขึ้นเมื่อยามที่ผมยังมองเห็นพระเจ้าอยู่เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อท่านจากไปแล้ว ทุกอย่างในความรู้สึกของผมก็ยังคงหมุนเวียนอยู่เช่นเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;jeeno บอกเล่า&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116428439141541229?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116428439141541229/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116428439141541229&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116428439141541229'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116428439141541229'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/11/blog-post_23.html' title='พระเจ้ายืนอยู่ข้างการกระทำผิดของเรา'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116401238802596592</id><published>2006-11-20T15:28:00.000+07:00</published><updated>2006-11-20T15:46:28.033+07:00</updated><title type='text'>a space</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/lost-in-space.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/320/lost-in-space.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;… &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;a space เป็นคอนโดมิเนียมขนาดเล็ก ราคาเริ่มต้นที่ 1 ล้านบาท ครบครันด้วยเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งและของใช้ในชีวิตประจำวัน (Fully Furnished) อาทิ โซฟา ตู้เสื้อผ้า โต๊ะทำงาน โต๊ะทานอาหาร เก้าอี้ ตู้รองเท้า เตียงนอน ผ้าม่าน ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม หมอน แก้วน้ำ จานชาม ช้อนส้อม รองเท้าแตะ ร่ม กล่องใส่ทิชชู และแม้แต่ แปรงสีฟัน ฯลฯ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่เป็นข้อความโฆษณาในเว็บไซต์นี้ของ a space ที่จบลงด้วยประโยคที่บอกว่า&lt;br /&gt;“แค่นี้ … ชีวิตคุณก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมนั่งดูโฆษณาทีวีของ a space อยู่ชิ้นหนึ่งเป็นเรืิ่องของอาตี๋ในครอบครัวคนจีน แกบอกลาคนในครอบครัวอาแป๊ะ อาม่า อาอี๊ อาเจ๊ อาเฮีย อาโก อาหมวย และสมาชิกคนต่างๆ ที่ยืนจับกลุ่มอยู่ที่โต๊ะกินข้าว อาตี๋คนนี้เดินออกมาด้วยกระเป๋าขนาดจิ๋วที่เกี่ยวแค่นิ้วมือได้ เพื่อมาอยู่ a space&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามคอนเซ็ปต์ของคอนโดเจ้านี้ที่บอกว่า&lt;br /&gt;“มาแค่ตัวก็มาเริ่มชีวิตใหม่ได้ที่ a space”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เห็นอะไรไหมครับ… ? ว่าคนในสังคมเราตอนนี้กำลังแยกตัวออกมาจากครอบครัวเพื่อมาใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ในห้องที่กว้างยาวไม่กี่ตารางเมตร แต่เต็มไปด้วยสิ่งที่สำเร็จรูป ผมไม่มีความรู้ทางสังคมวิทยามากพอที่จะอธิบายปรากฏการณ์แบบนี้ แต่พอเดาได้ว่าคนที่อยู่ใน a space ก็คงไม่ต่างจากคนที่อยู่ใน apartment อย่างผมที่อยู่ตอนนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณวุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ เคยเขียนบทความชิ้นหนึ่งในคอลัมน์ “ดูหนังคนเดียว” ผมจำได้ว่าเขาเขียนถึงหนังเรื่อง Chungking Express (1994) ของหว่อง คาร์ ไว ที่ตัวละคร(663 - เหลียงเฉาเหว่ย) อาศัยอยู่ในอพาร์ทเม้นต์คนเดียว แล้วต้องทนเดียวดายในคืนวันของความเหงาที่กัดกิน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทความชิ้นนั้นเขียนไว้น่าสนใจทำนองว่า (ถ้าพี่อ๋องมาอ่านแล้วผมเขียนผิดก็ขออภัยครับ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Apartment = Apart + ment&lt;br /&gt;Apart = การที่ของสองสิ่งแยกขาดออกจากกัน&lt;br /&gt;Ment = ถ้าคำนี้มาจากคำว่า Moment ก็&lt;br /&gt;หมายความว่าชั่วขณะแต่ผมคิดว่าใน&lt;br /&gt;บริบทนี้มันน่าจะหมายถึงความรู้สึกมากกว่่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดูความหมายของคำว่า “Apartment” แล้วมันก็คงหมายถึงสถานที่ที่ทำให้เราแยกขาดจากสังคม เพื่อมามีชีวิตที่เป็นส่วนตัวอยู่คนเดียวที่นี่ จะมีความสุขหรือไหมผมก็ไม่รู้ เพราะคนเหล่านั้นจะมีความสุขจริงๆ หรือไม่ ผมก็ไม่รู้ ความสุขของแต่ละคนก็นิยามต่างกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น่าแปลกนะครับที่การตลาดสมัยนี้ มันสามารถขับดัน สร้างไลฟ์สไตล์การบริโภค ให้คนเราเดินทางออกมาจากสิ่งที่ที่เคยเต็มอย่างครอบครัว มาอยู่คนเดียว มาใช้ชีวิตแบบตัวใครตัวมันแบบไม่สนใจใยดีอะไรได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่เพียงแค่นั้นรถยนต์ที่ออกมาเปิดตัวช่วงนี้ก็ต่างเป็นรถซิตี้คาร์ (City Car ) ขนาดเล็ก กระทัดรัด นั่งได้จริงๆ เพียงไม่กี่ที่นั่ง ด้วยคุณสมบัติของความเป็นรถเมืองที่ต้องสะดวกคล่องตัว จอดง่าย แซงง่าย หรือเครื่องฟังเพลงอย่าง iPod ก็ออกแบบมาให้เราฟังได้คนเดียวจากหูฟังเฮดโฟนเสมือนอยู่ในโลกส่วนตัว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่าคนจำนวนหนึ่งที่อยู่ใน a space ก็ต้องมีรถยนต์ลักษณะนี้ใช้ มีไอพอดฟัง นั่นจึงดูเหมือนว่า space ในสินค้าหรือบริการต่างๆ ถูกย่อส่วนให้เล็กลงเพื่อสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนที่เติบโตขึ้น เมื่อคนเราอยากมีบ้าน มีรถ มีอภิสิทธิ์ในการครอบครองอะไรสักอย่าง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อไปเราก็จะเห็นภาพสมาชิกในครอบครัว เมื่อโตขึ้นแต่ละคนมีงานทำ มีเงินเดือนที่พอจะจ่ายให้ไฟล์สไตล์แบบนี้ได้ เชื่อว่าลูกแต่ละคนก็จะแยกกันไปอยู่คอนโดมีเนียมของตัวเอง มีรถซิตี้คาร์คันเล็กๆ ขับกันคนละคันอย่างเชิดหน้าชูตา แล้วกลับมาบ้าน (หลังใหม่) ของพ่อแม่ในวันเสาร์อาทิตย์ หรือนัดเจอกันตามห้างสรรพค้าตามร้านสุกี้เอ็มเค เพื่อคงภาพของความเป็นครอบครัวด้วยการกินข้าวด้วยกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นไปได้ไหมว่าเมื่อทุกอย่าง(บ้าน-รถ) ถูกย่อส่วนให้เล็กลง ให้คนเป็นเจ้าของอะไรได้ง่ายขึ้น นั่นทำให้คนเมืองเป็นปัจเจกอย่างเต็มขั้น เมื่อเป็นอย่างนี้ช่องว่างทางสังคมของคนก็จะขยายตัวใหญ่ขึ้น ทำให้คนเราห่างกันไปเรื่อยๆ สภาวะแบบนี้จะส่งผลให้คนเมืองล่องลอยและเคว้งคว้างกันมากขึ้นได้ เช่น บางวันเราอาจอยู่ใน a space โดยไม่รู้ว่าจะทำอะไร หรือขับ aveo ออกไปข้างนอกโดยไร้จุดหมายที่แน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะยัง “รู้สึกเหงา” และ “รู้สึกว่าขาด” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;…&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116401238802596592?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116401238802596592/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116401238802596592&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116401238802596592'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116401238802596592'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/11/space.html' title='a space'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116361789815171516</id><published>2006-11-16T01:15:00.000+07:00</published><updated>2006-11-16T02:11:38.163+07:00</updated><title type='text'>ว่าด้วยเรื่อง คำหล่อๆ  (แรงบันดาลใจจาก The Aesthetics of Loneliness )</title><content type='html'>ผมหายหน้าทางตัวหนังสือจากบล็อกนี้ไปร่วมสองอาทิตย์ เพราะไม่รู้ว่าจะนำหัวข้ออะไรที่น่าสนใจ หรือแค่ที่ตัวเองสนใจมาเขียน ทำให้ตอนนี้ผมนับถือคนที่มีบล็อกของตัวเอง และขยันอัปเดตมันทุกวันมากๆ ว่าช่างมีความตั้งใจเป็นเลิศ เอาล่ะ เข้าเรื่องดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่ผมคิดว่าคงต้องหาเรื่องมาเขียนสักทีก็บังเอิญได้อ่านบล็อกเรื่อง คำหล่อๆ ของคุณพี่ The Aesthetics of Loneliness (ซึ่งมีลิงก์อยู่ในบล็อกนี้แล้ว) ในหัวข้อเรื่อง "คำหล่อๆ" ซึ่งพูดถึงการทำงานของกองบรรณาธิการนิตยสารในการทำบทสัมภาษณ์ ที่ต้องออกไปสรรหาคำหล่อๆ (หมายถึงประโยคที่ฟังแล้วคิดว่าดูดี) จากดาราหรือผู้คนที่น่าสนใจ สิ่งที่คุณพี่ท่านนั้นได้บอกเล่าไว้ค่อนข้างที่จะสะท้อนภาพของการทำงานด้านนี้อย่างชัดเจน และชวนหัว(เราะ)อยู่แล้ว ซึ่งผมอยากจะขอเพิ่มเติมมุมมองประสบการณ์บางด้านอีก ในฐานะที่ผมก็เป็นมดงาน(ที่ขี้เกียจตัวเป็นขนดกฟูสวยงาม)สายนี้คนหนึ่งเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงแรกๆ ที่ผมได้รับมอบหมายให้ทำบทสัมภาษณ์ขนาดยาวนั้น มันเริ่มมาจากการที่ผมได้ทำบทสัมภาษณ์ขนาดสั้นประมาณ 1-2 หรือ 2-4 หน้ามาก่อน และทางบรรณาธิการเล็งเห็นว่าผมมีวิธีการตั้งคำถามที่น่าสนใจต่อตัวผู้ให้สัมภาษณ์ ทั้งที่เป็นดาราและคนในสายอาชีพอื่น ซึ่งกว่าเจ้านายจะรู้ตัวว่าตัดสินใจผิดก็พลั้งเผลอใช้งานผมไปหลายครา (หุหุ) แต่เมื่อผมได้ลองมาทำบทสัมภาษณ์ขนาดยาวที่กินเนื้อที่นับ 10 หน้านั้น จึงได้รู้ว่าการยืนชกจนครบ 12 ยกนั้นมันเหนื่อยและชวนให้ถอดใจมากแค่ไหน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะการทำบทสัมภาษณ์สั้นนั้น ถ้าคำพูด วรรคทอง ซึ่งก็คล้ายๆ กับคำหล่อๆ ของผู้ให้สัมภาษณ์นั้นมีน้อย หรือเขาให้สัมภาษณ์วกวน ไม่มีประเด็น เราก็สามารถใช้การเขียนนแบบเรียบเรียงโดยใช้ตัวเราเป็นผู้สังเกตการณ์เรื่องราวเข้ามาช่วยได้ ซึ่งก็เป็นวิธีที่ผมใช้บ่อยมาก (ในอดีต)โดยเฉพาะในการสัมภาษณ์กับดารา ซึ่งมีเวลาพูดคุยกับเราตอนแต่งหน้า ตอนที่ช่างแต่งหน้ากำลังปัดคิ้วของเธอจนเลิกไปหนึ่งข้าง ตอนที่ปากของนางแบบคนนั้นกำลังบูดเบี้ยวเพราะทาลิปสติก ถ้าเป็นดาราชาย พวกเขาก็มักจะล่อกแล่กกับสิ่งรอบข้าง หรือมัวแต่ฉีกยิ้ม สวัสดีคนนั้นคนนี้ กระทั่งระหว่างกำลังกินข้าว จนผมเองก็ไม่ค่อยจะเล็งเห็นว่า คำหล่อๆ จะหลุดออกจากปากของดาราทั้งหลายได้ในเวลาแบบนั้น แต่หน้าที่ก็ผลักดันมันไปจนผมเอาตัวรอดมาได้ &lt;br /&gt;แต่กับบทสัมภาษณ์ขนาดยาวที่บ้านเราส่วนใหญ่เน้นวิธีทำแบบ ถาม-ตอบ มากกว่าการเรียบเรียงแบบบทความ ลีลาการพลิ้วไหว หรือสับขาหลอกคนอ่านนั้น แทบจะใช้ไม่ได้อีกแล้ว ดังนั้นการเค้นคำหล่อๆ จากคนหล่อ หรือคนสวย รวมไปถึงคนไม่หล่อ ไม่สวยแต่หน้าที่การงานดีนั้นจึงต้องรีดเอาจนถึงที่สุด ไม่ต่างจากการรีดเลือดจากปู ด้วยคำถามที่ต้องเหลาให้คมเสียจนบาดปากผู้ถามเลือดไหลซิบ มิพักจะเอ่ยถึงผู้ถูกถาม ว่าจะต้องเสียเลือดไปหลายถุงแค่ไหน ระหว่างการบริจาคคำสัมภาษณ์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้จะต้องเบื่อหน่ายกับการเตรียมตัวตั้งคำถามสัมภาษณ์ หรือคอยประคองผู้ให้สัมภาษณ์ไม่ให้หม่นหมอง แต่ผมเองก็หลงเพลิดเพลินไปกับการตั้งคำถามคมๆ เพื่อที่จะได้ดักจับ คำหล่อ หรือ และ วรรคทอง อย่างหิวกระหาย ยิ่งเวลาผู้ให้สัมภาษณ์ออกปากพูดว่า โอ้ว เป็นคำถามที่ดี, อืมม คำถามคมมาก ผมก็จะยิ่งรู้สึกประหนึ่งว่าตัวเองฝึกวิชาเหยียบเมฆาล่องลอยได้ถึงขั้นเก้า แต่ว่าก็อย่างที่คุณพี่The Aesthetics of Loneliness บอกไว้ว่าบางทีเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า คำหล่อๆ ที่ได้มานั้นแท้จริงแล้วมันมีประโยชน์กับคนอ่านจริงๆ หรือปล่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความรู้สึกนี้เริ่มก่อตัวชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในความคิดของผม จนกลายเป็นว่าผมเริ่มเบื่อที่จะสรรหาคำถามคมๆ หรือรับฟัง คำหล่อๆ ของใครต่อใคร แต่การกระทำเยี่ยงนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างจริงจังนักในทางปฏิบัติ เพราะผมก็ยังต้องเรียนรู้และติดตามการทำงานของคนอื่นๆ เพื่อให้รู้ว่าวงการนี้เขาไปถึงไหนกันแล้ว กระทั่งในที่สุดผมก็ต้องตั้งคำถามคมๆ แบบเดิมอยู่ดี ตรงนี้ อาจมีคนเถียงว่ามันก็เป็นหน้าที่ของสื่อมวลชนที่ดีมิใช่หรือที่จะต้องตั้งคำถามแทนคนอ่าน คำถามที่จะดึงตัวตนของผู้ให้สัมภาษณ์ออกมาให้มากที่สุด เพื่อที่คนอ่านจะได้รับรู้ถึงมิติในความเป็นมนุษย์ด้านอื่นของใครบางคนที่เรารู้จักดีอยู่แล้ว หรือไม่ค่อยจะรู้จักดีนักให้เข้าใจเขาได้มากยิ่งขึ้น - ถูกครับ มันเป็นหน้าที่ที่ต้องทำอย่างเคร่งครัดของสื่อมวลชนที่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์ และจะว่าไปแล้วผู้สัมภาษณ์ที่ดีก็ยังเป็นบุคลากรที่ขาดแคลนในวงการสื่อฯ ด้วยซ้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อได้ถามตัวเองและลองหันไปมองโลกรอบข้าง จึงเห็นว่าบทสัมภาษณ์ของเมืองนอกนั้นช่างคมคาย และมีลูกเล่นแพรวพราว แต่จุดใหญ่ใจความที่ทำให้บทสัมภาษณ์ชิ้นนั้นพิเศษ ก็คือการตั้งคำถามที่ถึงลูกถึงคน บวกด้วยความเป็นคนช่างสังเกต ช่างเสียดสี(อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และกึ๋นของผู้สัมภาษณ์ด้วย) ซึ่งนิตยสารบ้านเราก็มีเช่นกันที่ทำอย่างนั้นได้ดีเช่น แต่ไม่รู้สิครับ เวลาฝรั่งเขาคุยกันแม้คำถามแม้บางข้อมันจะดูเท่ๆ แต่นั่นก็เป็นคำถามที่เรียกร้องคำตอบอย่างจริงจังจากผู้ตอบ มากกว่าต้องการเสียงหัวเราะและเฉไฉไปเรื่องอื่น และที่สำคัญคือธรรมชาติของพวกฝรั่งที่มันชอบถกเถียงกันมากกว่าจะมากระมิดกระเมี้ยน หรือมัวแต่นั่งเกรงใจโดยไม่ได้อะไรกลับไป อีกทั้งการให้สัมภาษณ์ของคนมีชื่อเสียงนั้นก็เป็น “การให้สัมภาษณ์” มากกว่าแค่ตอบคำถามให้จบๆ ไป&lt;br /&gt;พอการสัมภาษณ์มันคือการพาตัวคนทำงานเข้าสู่การค้นหาความจริง หรือค้นหาตัวตนของผู้คนในระดับที่ “สร้างความตื่นเต้น” ทางปัญญา มากกว่าจะมานั่งซึมๆ คิดถึง “คำหล่อๆ” ในตอนจะมาถอดเทปแล้ว การทำงานกับเครื่องบันทึกเสียงของหนังสือเมืองนอกจึงดูดี มีสีสันกว่าเราค่อนข้างเยอะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างที่คุณพี่ The Aesthetics of Loneliness บอกไว้ว่าดารา หรือคนดังในเมืองไทย ไม่ค่อยจะให้ความสำคัญในการให้สัมภาษณ์มากเท่าที่ควร หมายถึงว่าเขาอาจไม่รู้จักหนังสือที่มาคุยว่าเป็นแนวไหน ไม่รู้ว่าบทสัมภาษณ์ขนาดยาว หรือคำถามที่จริงจังนั้นแตกต่างอย่างไรกับการให้ข่าวกับหนังสือรายวัน ซึ่งหลายคนอาจทราบก็ได้ แต่ก็ไม่ได้ทำความเข้าอกเข้าใจว่าการสัมภาษณ์ที่เอาเนื้อหามากกว่าเนื้อหนังนั้นต้องเตรียมตัว เตรียมสมองให้โปร่งโล่งอย่างไร หรือไม่คิดว่ามัจะต้องมีเวลาพูดคุยกันมากพอสมควร (ผมเคยสัมฯ นักร้องคนหนึ่ง จากเวลาพูดคุยที่ตั้งใจไว้หนึ่งชั่วโมงครึ่ง เขาต่อเหลือครึ่งชั่วโมง ไม่นับเวลาที่เขาแวะคุยโทรศัพท์นะ) กระทั่งการนัดหมายสถานที่ที่ไม่เป็นส่วนตัวและผ่อนคลายพอจะสร้างสมาธิในการตอบคำถาอันเป็นปัญหาคลาสสิก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เอาเข้าจริง ผมมองว่าปัญหาที่มาจากการเบื่อหน่าย “คำหล่อๆ” หรือ “คำถามคมๆ” มันอาจเป็นเรื่องปลายเหตุจากที่สังคมเราขาดแคลนการตั้งคำถามและการให้ตอบอย่างตั้งใจ และเคารพในสถานะของกันและกัน ไอ้เรื่องที่ว่าสิ่งที่เขาตอบ ตัวตนที่เขาเผยออกมามันจะเป็นความจริงไหม ผู้อ่านสามารถเลือกข้างที่จะตัดสินได้อยู่แล้ว แม้ว่าบทสัมภาษณ์ชิ้นนั้นจะถูกขักเกลามาอย่างดีแค่ไหนก็ตาม แต่ในฐานะคนทำงาน การสัมภาษณ์ที่เป็นกระบวนการต่ออายุทางความคิด และผลิตความสุขในการเดินทางออกไปพร้อมกับเทปอัดแล้ว เหล่านี้ล้วนไม่ได้เกิดมาจากบัตรพนักงานที่แขวนคอไว้ หรือคำชมจากเจ้านายเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันก็เหมือนกับการใช้ชีวิต ว่าถ้าเรารู้ล่วงหน้าว่าชีวิตจะออกมาเป็นอย่างไร แม้จะควบคุมง่ายแต่ก็ไม่อาจมอบความหมายของการมีชีวิตที่เป็นชีวิตได้ … นี่ผมพูดอะไรหล่อๆ ออกไปหรือเปล่านะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;jeeno บอกเล่า&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116361789815171516?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116361789815171516/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116361789815171516&amp;isPopup=true' title='6 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116361789815171516'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116361789815171516'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/11/aesthetics-of-loneliness.html' title='ว่าด้วยเรื่อง คำหล่อๆ  (แรงบันดาลใจจาก The Aesthetics of Loneliness )'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116356258681936278</id><published>2006-11-15T10:42:00.000+07:00</published><updated>2006-11-15T13:03:59.260+07:00</updated><title type='text'>"9"  อัลบั้มใหม่ของ Damien Rice</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/616px-Ninealbumcover.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/320/616px-Ninealbumcover.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;+ News&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้อัลบั้มใหม่ของ เดเมี่ยน ไรซ์ ออกมาขายใน iTunes แล้วครับ (เมื่อคืนนี้เอง Nov 14 ,2006) แต่วางที่อังกฤษตั้งแต่วันที่ 3 พ.ย .แล้ว และเข้าสู่ UK Chart อันดับที่ 4 ทันทีทันใด ! ผมลองฟังแต่ละเพลงสั้นๆ 30 วินาทีในไอจูนส์ พบว่าชุดนี้เสียงร้องไม่ใช่เป็นของเดเมี่ยนคนเดียวทั้งหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;+ Track&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.9 Crimes  / เพลงนี้เป็นเสียงผู้หญิงร้องแบบล่องลอย ๆ หน่อย เพราะทีเดียว เป็นซิงเกิลแรกของอัลบั้ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; 2. The Animal were Gone / เพลงนี้เดเมี่ยน ร้องเอง มันฟังดูช้าๆ เหนื่อยๆ แกร้องประสานกับเสียงเครื่องสายเหมือนเพลง Amie ในอัลบั้ม O&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. Elephant / เสียงกีตาร์สับคอร์ดดังมาแต่ไกล&lt;br /&gt;เดเมี่ยนร้องแบบโปรเทคเสียงสูงๆ อีกแล้ว คุณคงเดาได้ แต่ช้างมาเกี่ยวอะไรล่ะเนี่ย ต้องหาเนื้อเพลงมาดูประกอบ&lt;br /&gt;หรืออาจจะช้างตัวเดียวกับหนังที่สร้างมาจากโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นโรงเรียนมัธยมโคลัมโบ ของ กัส แวน แซงค์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.Rootless Tree / เพลงนี้เสียงเครื่องดนตรีเป็นแบบแบนด์ 4 ชิ้น ประดังๆ เข้ามาในท่อนฮุค &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5.Dogs /ฟังเพลงนี้แล้วคิดถึง Connon Ball ในชุด O โคร้งสร้างทางคอร์ดเหมือนกันมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. Coconut Skin / เพลงนี้สนุกๆ ครับ ฟังแล้วพอขยับตามได้ มีเสียงกีตาร์เป็นเสียงหลัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7.Me ,My Yoke and I / เพลงนี้มีการร้องผ่านเสียง effect เสียงมันแตกๆ น่าจะเพลงที่ฟังดูเอ๊ะอะ โครมครามที่สุดในอัลบัมนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8.Grey Room / ห้องสีเทา - ขอบอกว่าเพลงนี้ขึ้นต้นมาทำให้ระลึกถึงเพลง The Blower 's Daughter เลย ฟังแล้วอยากฟังให้จบเพลงมันมีเสน่ห์อย่างแปลกประหลาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9.Accidental Babies / เดเมี่ยนร้องกับเสียงเปียโน เมโลดี้สวยๆ ยังคงสไตล์การร้องแบบกระซิบกระซาบในฮุคที่ร้องว่า Accidental Babies&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;*10.Sleep Don't Weep / เพลงนี้สำหรับผมมันเป็นเพลงที่น่าตื่นเต้นที่สุดในชุดนี้ของเขาเพราะมีความยาวถึง 21.54 วินาที และเดเมี่ยน โรซ์ ร้องกับเสียงผู้หญิงที่เธอมาร้องให้ในเพลงแรก เพลงเป็นสไตล์กีตาร์อคูสติก คุมด้วยเสียงเปียโน และไม่แน่ใจว่ามีเสียงเครื่องสายอย่างอื่นมาด้วยรึเปล่าเพราะยังฟังไม่จบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;+ Interesting&lt;br /&gt;ความน่าสนใจที่ผมมีต่ออัลบั้มนี้แยกเป็น 3 ข้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1 . อัลบั้มนี้ตั้งชื่อสั้นๆ ว่า "9" แถมยังมีซิงเกิลแรกคือ เพลง 9 crimes หรือ 9 คดีอาชญากรรม ประเด็นที่เขาหยิบมาทำอัลบั้มนี้น่าสนใจมาก ถ้าไล่ชื่อเพลงในแทร็คต่างๆ มาดู &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. อัลบั้มนี้มีโลโก้ "Parental Advisory" (ผู้ปกครองควรให้คำแนะนำ)ซึ่งปกติจะพบในวงร็อกที่ดนตรีหนักๆ เนื้อหามีความรุนแรงก้าวร้าว  โลโก้ตัวนี้เรียกได้ว่าจะปรากฏอย่างดาษเดื่อนในเพลงฝั่งอเมริกา แต่นี่...มาพบในอัลบั้มของหนุ่มไอริช ที่ร้องเพลงเสียงเนื่อยๆ เหนื่อยๆ แสดงว่า เดเมี่ยน กำลังทดลองอะไรบางอย่างในเนื้อเพลงของเขา หลังจากได้แผ่นมาผมจะลองวินิจฉัยดู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.  หน้าปกสวยมาก !  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;+ Opinion &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยส่วนตัวผมคิดว่า เดเมี่ยน ไรช์ทำอัลบั้มเพลงนี้ในช่วงเวลาที่เขามีไฟในการทำงานที่สุดนั่นก็&lt;br /&gt;29-33 ปี เขาใช้เวลานานมากในการสร้างสรรค์เพลง เขาไม่หวือหวาไปกับความสำเร็จในอัลบั้มแรก&lt;br /&gt;เรียกได้ว่าหมอนี่เป็นคนเย็นชากับความดัง เขาไม่ค่อยให้สัมภาษณ์สื่อเท่าไหร่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9 ถือเป็นอัลบั้มที่ 2 ที่ถัดจากอัลบั้มแรกถึง 4 ปี แต่ระหว่างนั้นเขาก็ไปเพลงประกอบในรายการทีวีในอังกฤษบ้าง ออก EP มาบ้าง ที่สำคัญเพลงในอัลบั้มที่แล้วของเดเมี่ยนได้จุดประกายไอเดียบ้างอย่างในการทำเพลง นั่นก็คือ การใส่เสียง Ambient ลงไปในเพลง ทำให้เหมือนได้ยินเพลงของเขาในสิ่งแวดล้อมต่างๆ จุดนี้เองทำให้แต่ละเพลงในอัลบั้ม O ของเขามีมิติ มีความลึกลับ มีรสชาติที่แตกต่างจากเพลงอะคูสติกที่ออกมาพร้อมๆ กัน  และแน่นอนว่าเขาได้เป็นหัวแถวให้ศิลปินคนอื่นๆ ทำตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาล่ะใครที่เป็นแฟนของตานักร้องหนุ่มหน้าเบื่อโลกคนนี้เตรียมฟังงานชุดนี้ได้เลย คิดว่า Warner Music ประเทศไทย น่าจะนำเข้ามาขายประมาณสิ้นนี้เดือน พ.ย. นี้ครับ แต่ถ้าอดใจไม่ไหวหาฟัง sample ได้ที่ iTunes &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;+ Trivia &lt;br /&gt;คุณรู้หรือไม่ว่า ? เดเมี่ยน ไรช์ นี่นอกจากเป็นนักร้องที่หน้าป่วยอยู่ตลอดเวลาแล้ว เขายังเป็นทำงานเป็นอาสาสมัครเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนอีกด้วย เช่น เขาเคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับในการเคลื่อนไหวเพืื่อต่อต้านรัฐบาลทหารพม่า และทำอัลบั้มการกุศลช่วยเหลือคนยากจนในพม่ามาแล้ว ชื่อว่า "Unplayed Piano" กับนักร้องนามว่า "Lisa" ผมก็ไม่รู้จักเหมือนกันว่า Lisa ไหน แต่เพลงนี้เพราะขั้นเทพฯ ลองหาไปฟังได้ที่ youtube&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ้อ...ลืมบอกไปว่าเดมี่ยนเล่นเพลงนี้ในคอนเสิร์ตเพื่อฉลองงานประกาศผลรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพปี 2005 เขาสะกดคนทั้งฮอลล์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;+ Link&lt;br /&gt;http://www.youtube.com/watch?v=FehGdho5Hhg &lt;br /&gt;http://www.damienrice.com/&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Post by buiberry&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116356258681936278?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116356258681936278/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116356258681936278&amp;isPopup=true' title='7 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116356258681936278'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116356258681936278'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/11/9-damien-rice.html' title='&quot;9&quot;  อัลบั้มใหม่ของ Damien Rice'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116352256412055304</id><published>2006-11-14T23:06:00.000+07:00</published><updated>2006-11-14T23:42:45.330+07:00</updated><title type='text'>ว่าด้วยซีรีย์ฝรั่ง</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/B0007SMDUA.02.LZZZZZZZ.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/320/B0007SMDUA.02.LZZZZZZZ.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้ผมกลายเป็นคนติดซีรีย์ฝรั่งงอมแงมไปแล้ว หลายเรื่องมากที่ดูแล้วชวนอึ้งว่า แค่ตอนๆ หนึ่งของมันนี่ &lt;br /&gt;คงพอตจะสร้างละครไทยได้ทัั้งชาติ ของทุกช่อง แต่ก็นั่นล่ะ เขาผลิตที ขายแค่ในประเทศเขาก็คุ้มแล้วล่ะ &lt;br /&gt;อย่าง er ที่ดูตั้งแต่สมัยหมอกรีนยังอยู่(จอร์จ คลูนีย์) ดูตอนนั้นก็งงไปทีแล้วว่า มันกันยังไง ทั้งฉากห้องอีอาร์ที่แม่งเหมือนชะมัด &lt;br /&gt;ความรู้ืทางการแพทย์ที่สมจริงสุดๆ บทพูดของตัวละคร จังหวะการเปลี่ยนมุมกล้องเพื่อโฟกัสตัวละครให้เด่นเท่าๆ กัน &lt;br /&gt;แถมเกลี่ยบทให้แต่ละคนมีความน่าสนใจ  ต้องยอมรับเลยว่าทำได้เหมือนเสียตนรู้สึกไปเลยว่า &lt;br /&gt;ถ้าจอร์จ คลูนีย์ เกิดถ่วติดคอ เขาคงรู้วิธีเจาะคอตัวเองแน่ๆ &lt;br /&gt;เคยอ่านในหนังสือชื่อว่า "ทำไม่ผู้ชายถึงมีนม" ตอนหนึ่งที่คนเขียน เขียนถึงทีมเขียนบทของอีอาร์ว่า &lt;br /&gt;ต้องเข้าไปทำรีเสิร์ชในห้อง &lt;br /&gt;ฉุกเฉินจริืงๆ จากนั้นก็เอาข้อมูลทางการแพทย์ไปใส่ดราม่าลงไปอีกหน่อย แลัวผูกเรื่องให้ตัวละคร  &lt;br /&gt;แล้วถึงจะออกมาเป็นบท แถมทีมเขียนบทไม่ได้มีทีมเดียวด้วย มีสองทีม ผลัดกันเขียนไป &lt;br /&gt;โห ฟังแค่นี้ก็รู้ว่าเป็นการทำงาน&lt;br /&gt;ที่ละเอียดซับซ้อน และสุดยอดจริงๆ sex and the city ก็เช่นกัน ก่อนเขียนบทเรื่องนี้ &lt;br /&gt;มีการรีเสิร์ชข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของ&lt;br /&gt;ผู้หญิงใน NYC แล้วก็มาวิเคราะห์ตัวละครที่จะใส่ จากนั้นจึงเริ่มลงมือผูกเรื่องราว &lt;br /&gt;ทั้งหมดนี้ทำงานกันเป็นทีมและกว่า 6-8 ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างบุคคลิกของตัวละครที่เข้ามาในซีรีย์ &lt;br /&gt;ผมจำได้ว่า แผ่นสุดท้ายของ SATC บอกว่าต้องใช้คนเขียนบทถึงสองคน &lt;br /&gt;สร้างบทบาทตัวละครอย่าง ซาแมนท่า(นำแสดงดโย คิม คาร์เทล) ขึ้นมา &lt;br /&gt;ตอนนี้นอกเหนือจาก er แล้ว nip/tuck, CSI, Jacky and Bobby เป็นซีรี่ย์ที่ดุสนุกมาก &lt;br /&gt;อย่าง nip/tuck นี่ ตอนจบของแต่ละตอนมีเรื่องหักมุมชนิดที่เราอึ้งไปเลย &lt;br /&gt;อย่างตอนล่าสุด เป้นเรื่องของลูกสาวที่ไม่ถูกกับแม่ แต่แม่ดันเครื่องบินตก&lt;br /&gt;หลังจากที่ทะเลาะกันหมาดๆ &lt;br /&gt;ด้วยความรู้สึกผิดก็เลยยืมมือของศัลยแพทย์ตัวเอกสองคนเข้าไปเป็นแพทย์อาสาสมัครในการกู้ชีพ&lt;br /&gt;เพ่ื่อที่ตัวเองจะได้หามาเจอ ระหว่างที่หาศพแม่ เขาก็ไปเจอเหตุการณ์ที่ทำให้เขาต้องคิดเรื่องความสัมพันธ์ของเขากับแม่ &lt;br /&gt;แต่พอเจอศพแม่(ซึ่งหมอศัลย์ฯ ที่เป็นแฟนเก่าของเธอ ที่มาช่วยหาศพแม่ &lt;br /&gt;ระบุตัวให้เพราะว่าเขาเคยผ่าตัดเสริมสวยให้เธอหลายครั้ง จึงรู้ว่าน่าจะใช่)    เขากลับสารภาพว่าเขารู้สึกโล่งใจที่แม่ตาย &lt;br /&gt;วินาทีที่สาวคนนี้กำลังจะเดินออกไป ปรากฏว่าร่างที่เหมือนศพที่โดนไฟไหม้จนเกรียมยังไม่ตาย &lt;br /&gt;แต่พยายามหายใจ &lt;br /&gt;เธอเตัดสินใจอาหมอนกดหน้า จนแม่เธอแน่นิ่งไป &lt;br /&gt;เรื่องที่ตื่นเต้่นอยู่คอนท้ายสุดของหนัง เพียงแค่ 10 วินาทีก่อนหนังจบที่ตัวเอกกลับมาบ้าน &lt;br /&gt;แล้วเจอว่าจริงๆ แม่เขาไม่ได้กลับเที่ยยวบินนั้น และนั่งรอเธออยู่ที่บ้าน &lt;br /&gt;ชั่วโมงหนึ่งที่นั่งดู ไม่เท่ากับวินาทีสุดท้ายที่เห็นจริงๆ &lt;br /&gt;แหม...จะว่าไป "ท่าจบ" นี่ก็ดูเห็นเรื่องใหญ่ไม่น้อยเหมือนกันนะนี่ &lt;br /&gt;ลองหามาดู ไม่ติดใจให้เตะเลยเอ้า &lt;br /&gt;ps. สาวชุดแดงคือตัวเองในเรื่องนี้ ส่วนผู้ชายสองคนนั่นก็น่าจะเดากันออกว่าเป็นหมอ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116352256412055304?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116352256412055304/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116352256412055304&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116352256412055304'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116352256412055304'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/11/blog-post_116352256412055304.html' title='ว่าด้วยซีรีย์ฝรั่ง'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116352024261515314</id><published>2006-11-14T22:58:00.000+07:00</published><updated>2006-11-14T23:04:02.623+07:00</updated><title type='text'>ประกาศข่าวครับ</title><content type='html'>เนื่องจากว่าเดือนหน้าเป็นต้่นไป เราได้มีการประกาศลงโฆษณาในหนังสือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว &lt;br /&gt;ฉะนั้น หลังจากฉบับหน้า ผมก็หวังว่าจะมีผู้คนล้นหลาม และไม่ล้นหลาม เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซท์แห่งนี้อย่างเป็นทางการ &lt;br /&gt;กฏกติกาอยย่างหนึ่งของการโพสต์ที่นี่นะครับ อย่าเอางานเขียนที่เขียนลงในนิตยสารมาลงที่นี่ &lt;br /&gt;เพราะมันผิดทั้งลิขสิทธิ์และเดี๋ยวจะไม่มีคนซื้ออ่าน &lt;br /&gt;ขอให้ที่นี่เป็นเหมือนห้องรับแขก ไม่ใช่ห้องทำงาน &lt;br /&gt;อย่าเอาของจากห้องทำงานมาไว้ในนี้นะครับ &lt;br /&gt;อ้อ อีกอย่างหากข้อเขียนของใครดี (หมายถึงไม่ใช่ของคนคุ้นชื่อที่อยู่แถวๆ นี้) &lt;br /&gt;ช่วยกันดูครับ เรามีค่าเรื่องให้คนที่เขียนดี หากได้ลงในนิตยสาร &lt;br /&gt;ขอให้พลังอยู่กับทุกคนครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116352024261515314?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116352024261515314/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116352024261515314&amp;isPopup=true' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116352024261515314'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116352024261515314'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/11/blog-post_14.html' title='ประกาศข่าวครับ'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116351221902616220</id><published>2006-11-14T20:41:00.000+07:00</published><updated>2006-11-14T20:53:10.003+07:00</updated><title type='text'>All Night Listening</title><content type='html'>&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;StrangeR's Tales&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;by StrangeR&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/??????.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/320/%3F%3F%3F%3F%3F%3F.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เด็กชายคนหนึ่งชอบเปิดเพลงฟัง หลังเขาและแม่ดับไฟนอนในตอนค่ำ&lt;br /&gt;เสียงเพลงที่ดังออกมาจากหูฟัง ราวกับว่า นักร้องคนนั้นกำลังกระซิบเพลงนั้นให้เขาฟังโดยเฉพาะ-อยู่ข้างๆ หูเขานี่เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เด็กชายวนเปิดอัลบั้ม Californication ของ Red Hot Chilli Peppers เปิดอัลบั้ม Greatest Hits ของ&lt;br /&gt;Oasis ซาวด์แทร็ก Lily Chou-Chou* หยิบ Reign of Fire ของจอห์นนี่ แคช มาฟัง จากนั้นหยิบ Flure&lt;br /&gt;ชุดแรกมา ต่อจากนั้นก็...อะไรอีกน้า จำไม่ได้แล้ว เขาฟังไปเรื่อยๆ จน...เอ๋ เช้าแล้วนี่นา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท้องฟ้าเท่ารูปสี่เหลี่ยมของบานหน้าต่างเปลี่ยนจากสีม่วง เป็นสีขาวแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;If you're leaving will you take me with you?&lt;br /&gt;I'm tired of talking on my phone**&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณแม่ของเขาแต่งตัวไปทำงาน ขณะเปิดประตูบานนั้นออกไป เธอหันมามองลูกน้อย&lt;br /&gt;คุณลูกที่นอนลืมตาโพลงอยู่ หาว [ท่าเดียวกับแมวเหมียวไมเคิล]&lt;br /&gt;แล้วคุณลูกก็ทำทีเป็นหลับต่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;There is one thing I can never give you&lt;br /&gt;My heart will never be your home&lt;br /&gt;[...เพลงของโอเอซิสเพลงนี้มักโผล่ออกมาตอนตี 3 ทุกที แล้วเราก็เผลอร้องตามออกมาทุกที ไม่รู้ทำไม]&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วคืนหนึ่งก็ผ่านไปแบบนี้&lt;br /&gt;..คุณเคยมีประสบการณ์แบบนี้ไหม?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;หมายเหตุ*&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;*1 อันนี้ต้องขอบคุณพี่อ๋องที่ให้ยืมซีดีแผ่นนั้นมาไรท์ (ซึ่งก็เป็นแผ่นที่ไรท์มาเหมือนกัน)&lt;br /&gt;**2 ท่อนนี้จากเพลง Stand by Me ซึ่งนายเลียม กัลลาเกอร์ จะต้องร้องเสียงแบบว่า "ทอล์กกิน' ออน&lt;br /&gt;มาย ฟวอนนนน..." (คล้ายๆ สาดดดด...ของบุ๊ย) ด้วยนะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116351221902616220?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116351221902616220/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116351221902616220&amp;isPopup=true' title='7 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116351221902616220'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116351221902616220'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/11/all-night-listening.html' title='All Night Listening'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116348338016454873</id><published>2006-11-14T12:46:00.000+07:00</published><updated>2006-11-14T12:49:40.170+07:00</updated><title type='text'>10%</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/King_loc.0.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/320/King_loc.0.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;…&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อวานนี้ผมใช้เงิน 10 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนเดือนนี้ซื้อดีวีดีครับ อย่าเดาเลยว่าสิบเปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนผมมันเท่าไหร่ บอกได้เพียงว่าผมได้หนังมาไม่กี่เรื่อง แต่ก็เพียงพอที่จะดูจนถึงสิ้นเดือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่อง 10 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน ผมได้ยินครั้งแรกตอนที่ไปสัมภาษณ์ผู้ชายกลุ่มหนึ่งที่ชอบเที่ยวอาบ อบ นวดเป็นชีวิตจิตใจ พวกเขาเป็นผู้ชายที่มีงานการที่ดี มีครอบครัว มีภรรยา บางรายก็มีลูกแล้ว แถมลูกก็โตเป็นหนุ่มเป็นสาวด้วยซ้ำ บางคนเป็นถึงข้าราชการระดับสูง หนุ่มๆ กลุ่มนี้เจอกันที่ผ่านเว็บไซต์แห่งหนึ่งซึ่งพูดคุยกันเรื่องคนติดอ่าง ต่อมาจึงสถาปนาตัวเองเป็นกลุ่มผู้ชายที่รักการอาบน้ำอุ่นนอกบ้าน วันนั้นผมได้ฟังประสบการณ์สนุกๆ จากกูรู 4-5 ท่านนี้ พร้อมทั้งได้ข้อคิดบางแง่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณลุงคนหนึ่งบอกว่าแกใช้ 10 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนเป็นค่าใช้จ่ายในการเที่ยวอ่าง แกยอมรับกับภรรยาตรงๆ ว่าไม่เคยนอกใจเมียตลอด 20 ปีที่แต่งงานกัน แต่ขอนอกกายบ้าง แรกๆ ภรรยาก็ไม่เข้าใจ เดินหน้าตามล้างตามล่าจนเป็นเรื่องครอบครัวแทบพัง ! แต่ในที่สุดแกก็พิสูจน์ให้เห็นว่า การเที่ยวอ่างไม่ทำให้ครอบครัวเดือนร้อน คุณลุงโลกียะชนคนนี้ อธิบายและปฏิบัติต่อภรรยาบังเกิดเกล้าด้วยความสัจจริง และที่สำคัญแกบริหารเงินทุกบาททุกสตางค์ที่หามาได้ทำให้ครอบครัวมีฐานะที่มั่นคง แต่แกขอแค่ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นสำหรับเป็นค่าใช่จ่ายในการอาบน้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ก็นั่นแหล่ะครับ 10 เปอร์เซ็นต์ของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน บางคนก็มากมายมหาศาลทำงานเดือนเดียวก็เท่ากับเราทำทั้งปีหรือทั้งชาติ สำหรับคนที่มีรายได้เดือนละ 1 ล้านบาท 10 เปอร์เซ็นต์ของเขาก็คือ 1 แสน หรือ 10 เปอร์เซ็นต์ของคนที่รายรับเดือนละ 1 แสนบาทก็คือ 1 หมื่น ลดลงมาหน่อย 10 เปอร์เซ็นต์ของคนที่รายได้ 1 หมื่นบาทก็คือ 1 พัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีคำพูดหนึ่งของคุณลุงนักเที่ยวท่านนั้นที่ยังฝังอยู่ในหัวผมก็คิือ&lt;br /&gt;“ของอย่างนี้ลูกผู้ชายก็ต้องมีกันบ้าง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ผมก็ยังคาแคลงใจในเรื่องศีลธรรมว่าภรรยาที่นอนรอสามีที่ไปเที่ยวอาบอบนวดตลอด 10 ปี 20 ปีเป็นอย่างไร บางทีน้ำตาของเธออาจพัฒนาไปเป็นต้อหิน จะว่าไปเมื่อมาคิดดูแล้วมนุษย์เกิดมาล้วนมี Exit ด้วยกันทั้งนั้น ต้องมีทางใดสักทางหนึ่งที่เงินของเราต้องไหลไปแลกไปกับอะไรที่ชอบ อะไรที่ทำแล้วมีความสุข และเราสละเพื่อตอบสนองจริตนั้น บางคนอาจชอบเดินทางท่องเที่ยว บางคนสะสมกล้อง บางคนชอบเสื้อผ้าหรูหราเครื่องสำอางค์ชั้นดี บางคนเช่าพระ บางคนบ้ารองเท้าผ้าใบ ผมคิดว่าเราหนีกันไม่พ้นสำหรับเรื่องทำนองนี้ แต่เราจะบริหารความซอบที่แลกกับรายได้อย่างไรให้ไม่เจ็บตัวนั่นละประเด็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเองก็เพิ่งรู้สึกตัวจากการใช้เงินแบบไม่รู้จักออมก็เมื่อ 3-4 เดือนที่ผ่าน ผมพบว่าในรอบ 1 ปีแรกที่ผมทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน ผมใช้เงินอย่างคนไร้อนาคต ได้มาซื้อไป ได้มาใช้ไป ทำอะไรตามใจตัวเองจนบางเดือนต้องกินมาม่่าตั้งแต่วันที่ 15 16 ผมไม่เคยมีเงินเก็บ ซ้ำยังกระแทกกระเป๋าสตางค์อยู่เรื่อยๆ ที่ผ่านมาการใช้เงินอย่างไม่วางแผนของผมจึงเป็นตราบาป เพราะถ้าผมรู้จักเก็บเงินสักหน่อยป่านนี้ผมก็คงมีเครื่องเสียงดีๆ ราคาสองสามหมื่นฟัง หรือชุดโฮมเธียร์ขนาดย่อมๆ ไว้ดูหนังให้กระฮึ่มไปแล้ว&lt;br /&gt;แต่ “ของอย่างนี้ (การใช้เงินอย่างไม่เลียวหลังแลหน้า)ลูกผู้ชายก็ต้องมีกันบ้าง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมาพอผมเริ่มออม เริ่มชักหน้าถึงหลัง บวกกับมีงานเล็กๆ น้อยๆ เข้ามาพอให้มีเงินจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ เหลือจากส่วนที่ส่งให้ที่บ้านแล้ว ผมก็วางแผนว่าแต่ละวันใช้เท่าไหร่ดี จะซื้ออะไรวันไหนของเดือน เริ่มหายใจไปพร้อมกับเงินที่หาได้ แรกๆ ก็แทบลงแดง เพราะผมหักดิบ เอาแต่ดูหนังรอบสื่อฯ ไม่ได้ดีวีดีเลย จนผมคิดว่าชีวิตมันขาดหายอะไรไปบางอย่าง เมื่อเรามีต้องเก็บ เหลือจากเก็บก็เอาไปใช้ในสิ่งชอบๆ ผมก็เลยเอาไปอาบ อบ นวด ! ไม่ช่ายยยย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมก็เลยเอา 10 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนไปกระจายเป็นซีดีเพลงสักแผ่นสองแผ่นที่ต้องเก็บ ตลอดจนดีวีดีเรื่องที่ดูแล้วเกิดความคึกคักทางสติปัญญาและอารมณ์-อันหลังนี่อาจหมายถึงหนังแนวนอน ไม่ช่ายยยย เล่นมากไปจะเฝือได้มุกนี้ ฮิฮิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงตอนนี้ผมก็กำลังสนุกกับเรื่องบริหารจัดการเรื่องแบบนี้ในชีวิตครับ แม้บางเดือนผมอาจจะซื้อได้ไม่ถึงเป้าที่วางไว้ แต่ก็ยังดีที่เราทำอะไรไม่เวอร์ไปกว่ารายได้ ผมคิดว่าจะคงคอนเซ็ปต์ 10 เปอร์เซ็นต์นี้ไปเรื่อยๆ ครับ เพราะตอนนี้มันไม่กระทบกับชีิวิตด้านอื่น แต่ถ้ารายได้ไม่อำนวยและตกงาน ผมก็คงต้องหยุดและกลับไปลงแดงอีกครั้งหนึ่ง เหมือนลุงคนนั้นที่ไม่ได้ไปรัชดา ใช่ ! มันอาจจะเป็นการยึดติดแต่ถ้าไม่มีอะไรยึดผมก็เคว้งเพราะหนังสำหรับผมมันได้ทำหน้าที่คล้ายศาสนาไปแล้ว - เวอร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาน่า….ถึงผมไม่ได้เห็นด้วยกับการที่พ่อบ้านย่องไปเที่ยวพระรามเก้าตอนดึกๆ แต่ผมก็เริ่มเข้าใจว่าคนเราควรจะหาความสุขให้กับชีวิตบ้าง หากได้ทำหน้าที่ที่รับผิดชอบของตัวเองดีพอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วคุณละครับใช้ 10 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนไปทำอะไร ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Posted by buiberry&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116348338016454873?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://buiberry.wordpress.com' title='10%'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116348338016454873/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116348338016454873&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116348338016454873'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116348338016454873'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/11/10_13.html' title='10%'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116339681934088595</id><published>2006-11-13T12:43:00.000+07:00</published><updated>2006-11-13T12:46:59.343+07:00</updated><title type='text'>Do it right away, man</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/ok.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/320/ok.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Poom says:&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เมื่อกลางสัปดาห์เราไปงานเปิดค่ายเพลงใหม่ Luxi ของไทอิชิโร่และเพื่อนเค้าอีก 2 คน ที่ร้านปลาดิบ&lt;br /&gt;ชิโร่ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องไสยศาสตร์เรื่องพิธีกรรมความเชื่อของคนไทย (ถ้าจำไม่ผิดนะ) เราซ้อมฟันดาบมาด้วยกัน ไปกินนมมนด้วยกัน ไปเก็บตัวนักกีฬากัน เรายังจำได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อวันงานเปิดอัลบั้ม เรามีความรู้สึกประหลาดๆ ประมาณว่า เอ๊ แล้วเราควรจะมีดอกไม้หรืออะไรไปแสดงความยินดีเขาไหม คืออย่างน้อยก็เป็นเพื่อนกัน &lt;br /&gt;แต่ถึงมีดอกไม้ให้เขาเราก็ว่าดูเวอร์ไป ดูเขินๆ อีก เพราะเราเองก็ไปงานในฐานะสื่อคนหนึ่ง ไปทำข่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรารู้สึกชื่นชมชิโร่ เขาได้ทำอะไรอย่างที่อยากทำออกมาเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ทำค่ายเพลงของตัวเองจนได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอกลับมาบ้าน นอนฟังอัลบั้มนั้น (ชื่อว่า Magic) ดู เราชอบ 2 เพลงของวงญี่ปุ่นชื่อ Kicell มาก เพลงมันประมาณนี้นะ:&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;[โป๊ะโป๊ะ ตึ่งตึ่ง..โป๊ะ ตึ่งตึ่งตึ๊ง ] [กรุ๋งงงง กริ๋งงงง] [โป๊ะโป๊ะ ตึ่งตึ่ง..โป๊ะ ตึ่งตึ่งตึ๊ง ] &lt;br /&gt;โอออออ...นากานิ ฮาาาาา....เรโมโน ยาาาา....วูเรเต  [ตึ่ง ตึ๊ง ตึง ตึ่ง ] ตู....บีตัสกา&lt;br /&gt;ตูบิตัสกา [ตึ่ง ตึ๊ง ตึง ตึ่ง ] [กรุ๋งงงง กริ๋งงงง] [โป๊ะโป๊ะ ตึ่งตึ่ง..โป๊ะ ตึ่งตึ่งตึ๊ง ]&lt;br /&gt;โอออออ....นากานิ เม....ซามาซุย โออออ.....กาอัตตะ  [ตึ่ง ตึ๊ง ตึง ตึ่ง ] ยู...เมดัตตา&lt;br /&gt;กาซิกาโซเอเต๊วาชูซุย ยูมิโนอิฮาราตูเมรูโนซา ซูซุกิ วาอะตารายซูนี กิโอโนมีตาเต๊เร มิโนเซ อิกานา ...อ๊าอา อ๊าอา อาอา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คือภาษาญี่ปุ่นจริงๆ เขาคงไม่ได้ร้องแบบนี้ แต่เราฟังได้แบบนี้น่ะ แหะ เพลงนี้ชื่อ Yume No Ikura ลองเอามาฟังดู เพราะมาก อีกเพลงนึงชื่อ Hanare Banare ก็เพราะเหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นเพลงที่พอเราฟังแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังลอยอยู่ เหมือนฟังเพลงซาวด์แทร็คเรื่อง All about Lily Chou-Chou เราว่าเป็นความรู้สึกคล้ายๆ กัน&lt;br /&gt;ง่า ออกนอกประเด็นไปเยอะ คือเราจะบอกว่าพอฟังแล้วชอบมาก เราก็เลย Message ไปบอกชิโร่ ว่าเราชอบ Kicell มาก ยินดีด้วยนะอะไรทำนองนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แค่นั้นแหละ เรารู้สึกสบายใจเป็นปลิดทิ้ง&lt;br /&gt;คิดได้ว่า อยากจะแสดงความยินดีกับใครหรือชมใครหรือทำอะไร (จะเรื่องเล็กหรือใหญ่) ก็ทำไปเถอะ ทำไปเลย ไม่ต้องคิดมากอะไรทั้งสิ้นว่าควรไม่ควรหรือเขาจะสนไม่สน (หลังจากนั้นชิโร่ก็แมสเสจมาบอกว่าขอบคุณ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราว่าการแสดงออกถึงความรักหรือความชื่นชมต่อใครคนหนึ่งมันดีกับชีวิตมากนะ &lt;br /&gt;มีหนังของจางอี้โหมวเรื่อง Riding alone for 1000 Miles ที่เราเพิ่งเอามาดู ก็พูดถึงเรื่องนี้เหมือนกัน คราวหน้าอาจจะเอามาเล่าให้ฟังนะ (ไม่ spoil หรอกน่า)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้คุณชมใครซักคนหรือยัง?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;**ติช นัท ฮันห์ บอกว่า หากคุณกำลังโกรธใครอยู่ จงส่งของขวัญไปให้เขา (ไม่ใช่ส่งระเบิดไปนะ! แต่เป็นของขวัญจริงๆ)**&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116339681934088595?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116339681934088595/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116339681934088595&amp;isPopup=true' title='7 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116339681934088595'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116339681934088595'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/11/do-it-right-away-man.html' title='Do it right away, man'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116336742647930391</id><published>2006-11-13T02:47:00.000+07:00</published><updated>2006-11-13T04:37:06.713+07:00</updated><title type='text'>"นางฟ้าเริ่มวัยชรา" มาสู่ "เขาชนไก่"</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/rd2.0.gif"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/320/rd2.0.png" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เฮือก เฮือก !!! ขอหายใจ 2 ทีก่อนที่จะเมาท์นะคะ &lt;br /&gt;ช่วงที่ผ่านมาใครจะรู้ว่าเล่นเอาเกือบตายเหมือนกัน&lt;br /&gt;แหม ก็งานมันเยอะอ่ะ จะทำยังไงได้ &lt;br /&gt;ก็ต้องทนสู้กันไป ไม่หวั่นแม้วันมามาก&lt;br /&gt;แม้จะลำบากดุจดัง โอชิน + วัลลี &lt;br /&gt;แต่ทั้ง 2 คนนี้ก็คงถึงน้อยกว่านางฟ้าอย่างดิชั้น&lt;br /&gt;เพราะมันจะได้ไม่เสียชื่อที่เพื่อนๆมักจะเรียกว่า&lt;br /&gt;"อีถึก...ตึกนรก"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้องรีบมาเมาท์หน่อยค่ะ เพราะที่จริงงานก็ยังไม่เสร็จดีเท่าไหร่&lt;br /&gt;แต่ในสมองมัน เครียดs เหลือเกิน &lt;br /&gt;(ออกเสียงว่าเครียสสสสสส เพราะเครียดมาก)&lt;br /&gt;แต่ก็ไม่รู้ว่าช่วงนี้บรรดาสมาชิกทั้งปวงต้องงานเยอะเหมือนกันแน่ๆ&lt;br /&gt;เพราะบล็อกแช่นิ่งไม่ไหวติงขนาดนี้ &lt;br /&gt;ถ้ามีเวลาก็มาเมาท์กันบ้างนะคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คิดหนักค่ะ เพราะ "วันลอยกระทง" ที่ผ่านมา&lt;br /&gt;ที่มันไม่ได้พาความรู้สึกของดิชั้นให้รู้สึกตื่นเต้นไปกับมันเลย&lt;br /&gt;ลองกลับมาคิดว่าตัวเองต้องเริ่มแก่แล้วแน่ๆเลย&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ไม่จริ๊ง ไม่จริง !!! น้องเปรอรับไม่ได้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เพราะเวลาที่กำลังจะผ่านไป มันจะทำให้ความสาวลดลง&lt;br /&gt;ดังนั้นคงต้องเร่งหาวิธี มาทำให้ความสวยนี้นิรันด์ให้จงได้&lt;br /&gt;ว่าแต่จะทำยังไงดีล่ะเนี่ย นึกไม่ออก&lt;br /&gt;ครั้นจะบอกว่าปล่อยไปตามยถากรรม&lt;br /&gt;ตามคำสอนของพระท่านว่าอย่ายึดติดกับร่างกาย สังขาร&lt;br /&gt;ที่ไม่ใช่ของเรา ก็แลดูน่าเศร้าจิต&lt;br /&gt;ลองคิดสภาพดูว่าถ้าทำอย่างนั้น&lt;br /&gt;อีกไม่นานดิชั้นคงจะได้ไปออกรายการ "วงเวียนชีวิต" แน่เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระเทยเพื่อนสาวสมัยมัธยมของดิชั้นเคยบอกว่า &lt;br /&gt;"ถ้าอายุ 40 เมื่อไหร่จะฆ่าตัวตาย เพราะไม่อยากเห็นตัวเองเป็นกระเทยแก่"&lt;br /&gt;ดิชั้นก็เลยไม่รู้ว่าจะขำเธอหรือจะสงสารเธอดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่าแต่ช่วงนี้เห็นมีหนัง "เขาชนไก่" ออกมา&lt;br /&gt;มันพาให้ดิชั้นย้อนรำลึกถึงวันนั้นที่ต้องไปใช้ชีวิตเยี่ยงทหารหาญ&lt;br /&gt;ถึงแม้มันจะไม่ใช่ที่ "เขาชนไก่" เช่นกัน&lt;br /&gt;แต่ความรู้สึก มันต้องไม่ต่างกันอย่างแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่เคยคิดเลยนะคะว่าชีวิตนี้ จะมีช่วงเวลาที่ต้องดองเค็มตัวเองถึง 5 วัน&lt;br /&gt;ก็คุณพี่ทหารเหล่านั้นนะสิ มิยอมให้อาบน้ำเลยซักวัน&lt;br /&gt;ทริปนั้นก็เลยกลายเป็น "สาวเปรี้ยว" สมดังใจหวัง&lt;br /&gt;ดิชั้นยังจำฝังใจได้ในทุกเหตุการณ์ &lt;br /&gt;ตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย&lt;br /&gt;ฝึกหนักจนเกือบจะตาย ถ้าไม่ได้เครรื่องดื่มสปอนเซอร์คงแย่&lt;br /&gt;แต่รู้สึกเสียลุคยังไงก็ไม่รู้&lt;br /&gt;คิดสภาพดูสิคะ &lt;br /&gt;นางฟ้าที่ควรจะดื่มน้ำส้มตอนหิวกระหาย &lt;br /&gt;แต่มันกลับกลายเป็นเครื่องดื่มสปอนเซอร์&lt;br /&gt;ที่มักจะพบเห็นเสมอในการแข่งขันตะกร้อ&lt;br /&gt;ยืนจ้องทำใจซะนาน &lt;br /&gt;"เอาวะ กินก็ได้ ตัวยังกะควาย เดี๋ยวเป็นลมไปไม่มีใครแบก"&lt;br /&gt;อึ๊ก อึ๊ก อึ๊ก...&lt;br /&gt;โอว...พระเจ้า ใครก็ได้โยนลูกตะกร้อให้ชั้นที !!! &lt;br /&gt;ทำไมอยู่ๆก็มีแรงพลังขึ้นมาอีกก็ไม่รู้&lt;br /&gt;ไม่อยากจะเชื่อ แต่น้ำเหลืองๆใสที่ดูๆไปเหมือนฉี่แค่นั้นเอง&lt;br /&gt;จะทำให้ดิชั้นคืนร่างได้อีกครั้ง&lt;br /&gt;เรี่ยวแรงพลังกลับมาเต็มสตรีม &lt;br /&gt;เพื่อจะได้ Go to Dream ตามล่าหาฝันกันต่อ&lt;br /&gt;รอกว่าจะครบ 5 วัน มันช่างลำบากซะจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่าแล้วดิชั้นก็จะขอทิ้งท้ายให้กับความทรงจำเก่าๆ &lt;br /&gt;ที่ยังไม่เคยบอกอีเพื่อน ร.ด.ตัวดีและคุณพี่ครูฝึกก่อนละกัน &lt;br /&gt;เผื่อใครจะรู้จักมันจะได้บอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ไอ้เกม เพราะเมิงแอบกินข้าวก่อนคำสั่ง&lt;br /&gt;เลยโดนริบช้อนกันหมด ทำให้ชั้นน้ำตาแทบร่วง&lt;br /&gt; ต้องใช้นิ้วมือดำๆ กินข้าวกับแกงไก่&lt;br /&gt;2. อีทักษิณ ตุ๊ดตัวดำต่อไปอย่าทำไปเที่ยวหลอกผู้ชาย &lt;br /&gt;ให้หลงเชื่อว่าดำเพราะพรางหน้า พรางตัว ผู้ชายเขาไม่ได้&lt;br /&gt;ตาถั่วจนมองไม่รู้หรอกย่ะว่าหล่อนมันดำตั้งแต่ยังไม่ได้พรางแล้ว&lt;br /&gt;3. ดิชั้นอยากบอกว่า ที่ดิชั้นพรางหน้าหมดเหลือแต่ปาก &lt;br /&gt;เพราะดิชั้น อยากเป็นหมิวบนปก DNA ค่ะ ไม่ใช่เงาะป่า&lt;br /&gt;4. ไอ้ต่อ เมิงเก่งมากที่ใส่เฝือกหลอกครูฝึกได้ถึง 5 วัน &lt;br /&gt;น่าจะให้ตุ๊กตาทองไปตั้งไว้ที่บ้าน&lt;br /&gt;5. ขอบคุณนางฟ้าอีก 30 กว่าชีวิต &lt;br /&gt;ที่รวมอุทิศตนในการฝึกและจงรู้ไว้ว่า&lt;br /&gt;เพราะพวกเรานี่แหละ ทำให้นางฟ้ารุ่นน้องต้องตกกระป๋องไป&lt;br /&gt;ไม่ได้เข้าฝึก เพราะทหารกลัวจะเป็นเหมือนรุ่นพวกเรา&lt;br /&gt;6. คุณครูฝึกคะที่เคยมาตบหัวดิชั้น เพราะกล่าวหาว่าดิชั้นปลดล็อกปืน&lt;br /&gt;โปรดรู้ไว้ด้วยค่ะว่า ดิชั้นไม่ได้ปลดแต่อีคนก่อนหน้านั้น&lt;br /&gt;มันไม่ได้ล็อกไว้&lt;br /&gt;7. ผ้าพันคอที่แจกให้ ควรทำผืนใหญ่กว่าเดิมนะคะ &lt;br /&gt;เพราะเวลาที่ต้องถอดเสื้อ เหลือแค่ผ้าผืนเล็กๆ &lt;br /&gt;มันพันเป็นเกาะอกไม่ถึงค่ะ&lt;br /&gt;8. ครูฝึกสุดหล่อคะ ทำไมมาแค่คืนสุดท้าย เสียใจนะคะ&lt;br /&gt;ยิ่งครูพูดว่า&lt;br /&gt;"พวกเธอเคยได้ยินกันมั๊ย...&lt;br /&gt;ชายใด ได้ลิ้มรสชาย ชายผู้นั้นถือว่าเป็นยอดชาย...&lt;br /&gt;ซึ่งครูก็เคยเป็นยอดชายมาก่อน"&lt;br /&gt;พวกหนูถึงกับกรี๊ดกันไม่ออก&lt;br /&gt;ครูอ่ะน่าจะบอกพวกหนูตั้งแต่แรกนะ&lt;br /&gt;จะได้ออกตัวไปขอเข้าเวรแถวเตนท์ครูน่ะค่ะ&lt;br /&gt;อิอิ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นางฟ้า...มหาประลัย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116336742647930391?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116336742647930391/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116336742647930391&amp;isPopup=true' title='6 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116336742647930391'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116336742647930391'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/11/blog-post_12.html' title='&quot;นางฟ้าเริ่มวัยชรา&quot; มาสู่ &quot;เขาชนไก่&quot;'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116297834428776166</id><published>2006-11-08T16:25:00.000+07:00</published><updated>2006-11-08T17:22:14.636+07:00</updated><title type='text'>ไฟไหม้บ้าน</title><content type='html'>เมื่อมีคนพูดจาหรือทำอะไรให้เราขุ่นเคือง เราย่อมเป็นทุกข์ เราจึงมักจะพูดหรือตอบโต้เพื่อให้คนผู้นั้นเป็นทุกข์บ้าง ด้วยหวังว่าตัวเองจะทุกข์น้อยลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลก็คือ มีแต่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายทุกข์หนักยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่าพูดหรือทำอะไร สิ่งที่เธอพูดหรือทำด้วยอารมณ์เดือดดาล อาจทำให้สัมพันธภาพของพวกเธอแย่ลง ทว่าพวกเราส่วนใหญ่ไม่ทำเช่นนั้น เราไม่ปรารถนาที่จะกลับมาหาตัวเอง หากต้องการไล่ตามอีกฝ่ายเพื่อทำร้ายเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าไฟกำลังไหม้บ้านของเธอ สิ่งที่จะต้องทำอย่างเร่งด่วนที่สุด ก็คือพยายามดับไฟ ไม่ใช่วิ่งตามคนที่เธอคิดว่าเป็นผู้วางเพลิง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;ติช นัท ฮันห์&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116297834428776166?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116297834428776166/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116297834428776166&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116297834428776166'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116297834428776166'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/11/blog-post_08.html' title='ไฟไหม้บ้าน'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116272274682294103</id><published>2006-11-05T13:39:00.000+07:00</published><updated>2006-11-05T17:32:26.830+07:00</updated><title type='text'>ความอ้วนกับ monster house</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/main.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/320/main.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ภาวนาว่าตอนไปดูหนังเรื่องนี้ขออย่าให้เจอเด็กมานั่งข้างๆ เลย แต่แล้วก็เป็นเหมือนกฏมอร์เฟียสว่าไว้&lt;br /&gt;("สิ่งที่คิดว่าจะเกิด โดยเฉพาะเรื่องแย่ๆ มันมักจะเกิดขึ้นเสมอ)ว่าแล้วเด็ก 3 กับพ่อแม่ แต่ก็ดีที่ไม่เสียงดังอย่างที่คิด &lt;br /&gt;monster house เป็นเรื่องของบ้านผีสิง ที่ไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ และเด็กสามคนในละแวกบ้นนั้น เกิดต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับบ้านหลังนั้นคืนวันฮัลโลวีน &lt;br /&gt;หนังเรือ่งนี้ดึงดูให้ผมไปดูก้เพราะคนเขียนบทคือโรเบิร์ต เซเมคิส ซึ่งผมผลงานของเขาเป็นการส่วนตัวอยุ่แล้ว &lt;br /&gt;อแต่ไม่ได้ตั้งคตวามหวังอะไรไว้มาก เพราะรุ้อยู่แล้วว่านี่คือหนังเด็ก ฉะนั้นแล้วเขาก็ทำให้เด็กๆ ดู &lt;br /&gt;การถ่ายทอดเรื่องราว หรือการสร้างบุคลิกของตัวละครก็คงไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากมาย เพื่อให้เด็กเข้าใจง่าย  &lt;br /&gt;แต่สุดท้ายก็มีประเด็ให้พูดถึงจนได้ เพราะคนอ้วนในเรื่องนี้ถูกกระทำ ซึ่งนั่นมันน่าสนใจดีว่า สรีระของคนในเรื่องนี้&lt;br /&gt;สร้างทัศนะคติในเรื่องความเลวร้ายกับความอ้วนให้กัคนดู&lt;br /&gt;คนอ้วนในเรื่องมีสองคนที่เป็นตัวลัครที่เด่นชัด หนึ่งคือเด็กอ้วนก๊วนพระเอก และสองคือภรรยาของเจ้าของบ้านผีสิง(จริงๆ แล้วยังมีตำรวจและนักเล่นเกม แต่เนื่องจากว่าไม่ได้เป็นตัวเด่นในเรื่องมากนัก ก็เลยไม่ขอพูดถึง)  &lt;br /&gt;บุคลิกของเด็กอ้วนในเรื่องเป็นเด็กโง่ๆ ทำอะไรโผงผางไม่ค่อยคิดหน้าคิดหลัง เป็นตัวตลกเพราะความโง่ของตัวเอง  &lt;br /&gt; ส่วนภรรยาเจ้าของบ้านผีสิง ก็เป็นคนที่มีปมด้อยเรื่องความอ้วน ถูกจับไปแสดงในคณะละครสัตว์ เพราะคัวอ้วน จนกระทั่งมาพบผู้ชายคนหนึ่งซึ่งรักเขาอย่างหมดหัวใจ เขาจึงพาออกมาจากคณะละครสัตว์ กระนั้นก็ตามความอ้วนของเธอก็ยังถูกเด็กในละแวกบ้านล้อเลียนและรังแกอยู่เสมอ จนกลายเป็นความแค้น ที่เธอมักจะตอบโต้เสมอเวลาที่เด็กๆ มาแกล้งด้วยการด่าทอ หรือขับไล่ ระหว่างที่สร้างบ้านเกิดควาผิดพลาด ทำให้เธอโดนฝังทั้งเป็นใต้บ้านตั้งแต่บ้านยังทำไม่เสร็จ นั่นทำให้เธอกลายเป็นส่วนหนึ่งของบ้านไป &lt;br /&gt;และทำให้บ้านหลังนี้จมอยู่กับความแค้น ทุกคนที่เข้ามาใกล้เธอ(หรือบ้าน) เธอก็จะทำร้ายเพราะคิดว่ามาล้อหรือทำร้ายเธอเนื่องเพราะเธออ้วน  &lt;br /&gt;สามีของเธอจึงต้องแสร้างทำเป็นไม่รักเด็กและไล่ทุกคนที่เข้ามาใกล้เพื่อไม่ให้เด็กได้รับอันตรายมากไปกว่านี้ โดยเฉพาะในวันฮัลโลวีน ที่เด็กๆ ต้องมาขอขนมตามบ้าน &lt;br /&gt;หนังเรื่องนี้สะท้อนความคิดของคนอเมริกัน(ก็สร้างโดยอเมริกัน) ที่มีต่อความอ้วนที่กำลังคุกคามสุขภาพของคนอเมริกันอย่างหนัก ว่ากันแมคโดนัลอาจจะชิบหายได้ภายในเวลาไม่กี่ปีนี้ เนื่องเพราะตกเป็นผู้ต้องหาที่ทำให้คนอ้วน จนต้องออกมาเปลี่ยนเมนูเป็นการใหญ่ ความอ้วนและคนอ้วนจึงถูกเหมารวมว่าเป็นบุคคลิกที่ไม่พึงปรารถนา คนอ้วนกลายเป็นความผิดปกติ ไร้สมอง(เพราะไม่รู้จักคบคุมตนเอง) งี่เง่า ขี้เกียจและอารมณ์แปรปรวน สิ่งเหล่านี้ทำให้คนอ้วนกลายเป็นสิ่งที่ไม่ดีงามเช่นเดียวกับคนติดยา &lt;br /&gt;การสร้างาภาพของคนอ้วนแบบนี้ในหนังเด็ก ผมว่าลึกๆ แล้วน่าจะมีผลต่อความคิดของเด็กไม่น้อยทีเดียว แน่นอนหนังต่างสะท้อนภาพจริงในสังคม เช่นเดียวกันกับที่สังคมก็เป็นข้อมูลอ้างอิงอย่างดีให้กับหนัง  เด็กๆ จะได้ยินการพูดถึงความอ้วนแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งมองความอ้วนเป็นเรื่องที่ผิดปกติ น่ากลัว &lt;br /&gt;และคนชอบคนอ้วนอย่างสามีของเขา ในหนังก็ถูกทำใหดูเป็นคนที่ดูไม่ปกติเช่นกัน &lt;br /&gt;ในความคิดผม หนังมีความรุนแรงเรื่องการแบ่งแยกแฝงอยู่ลึกๆ &lt;br /&gt;และน่ากลัวว่า ความรุนแรงแบบนี้ บางครั้งมารูปแบบที่แนบเนียนชนิดที่เราอาจไม่ทันคิดถึงมันด้วยซ้ำ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116272274682294103?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116272274682294103/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116272274682294103&amp;isPopup=true' title='7 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116272274682294103'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116272274682294103'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/11/monster-house.html' title='ความอ้วนกับ monster house'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116255674882231327</id><published>2006-11-03T19:21:00.000+07:00</published><updated>2006-11-03T19:29:46.423+07:00</updated><title type='text'>ลืมไปว่าเป็นใคร</title><content type='html'>&lt;strong&gt;StrangeR's Tales&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;by StrangeR&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/Who%20u%20r.0.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/400/Who%20u%20r.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชายคนหนึ่ง มีชีวิตอยู่ด้วยการหวนนึกถึงช่วงวันหยุดหน้าร้อนที่เกาะแสนสวย&lt;br /&gt;เขานึกถึง moment นั้นตอนที่ 'ลืมตาตื่นขึ้นมาโดยลืมไปว่าตัวเองเป็นใคร'&lt;br /&gt;ไม่ต้องทำงาน ไม่ได้เป็นใคร ..ไม่ต้องทำอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขานึกถึงภาพแรกยามเช้าอันนั้นทุกทุกวัน อย่างน้อยวันละ 3 ครั้ง &lt;br /&gt;แต่นั่นมันคือซัมเมอร์เมื่อ 10 ปีที่แล้ว&lt;br /&gt;ภาพเหล่านั้นจึงเริ่มเลือนลางไป เขาพยายามนึกแล้ว นึกอีก แต่ก็จำไม่ค่อยจะได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช้าวันหนึ่ง เขาจึงตัดสินใจ ไม่ตื่น อีกเลย (ดีกว่า)&lt;br /&gt;เขานอนไปเรื่อยๆ &lt;br /&gt;ฝันร้ายบ้าง ฝันดีบ้าง ..เขานอนฝัน ไปเรื่อยๆ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116255674882231327?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116255674882231327/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116255674882231327&amp;isPopup=true' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116255674882231327'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116255674882231327'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/11/blog-post.html' title='ลืมไปว่าเป็นใคร'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116238025801668649</id><published>2006-11-01T18:18:00.000+07:00</published><updated>2006-11-03T19:10:11.950+07:00</updated><title type='text'>The Watchers</title><content type='html'>&lt;strong&gt;StrangeR 's Tales&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;by StrangeR&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/The%20Watcher.0.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/320/The%20Watcher.0.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เจอเพื่อนตัวเล็กยืนแอบอยู่ตรงมุมห้องน้ำทุกวัน&lt;br /&gt;แต่มันชอบเวียนกันมาในหน้าตาต่างกันไป บางทีเป็นจิ้งจก บางทีเป็นแมลงประหลาดตัวเล็กๆ และบางทีเป็น อึ๋ย..แมลงสาบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งหนึ่งฉันไปค้างบ้านญาติ อึ่งอ่างตัวหนึ่งยืนตัวพองอยู่ที่มุมห้อง &lt;br /&gt;ลองหยดแชมพูใส่มัน มันเอามือสองข้างขึ้นมาปาดหัว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณเชื่อในเรื่อง guard angel ไหม?&lt;br /&gt;(ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมการ์ดแองเจิ้ลจะต้องมาโผล่ในห้องน้ำ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลางดึก ขณะกำลังนึกไปต้มน้ำทำมาม่ากิน ฉันพลั้งเหยียบจิ้งจกตัวหนึ่งที่ยืนแอบอยู่ข้างประตู&lt;br /&gt;อุ๊บส์ ขอโทษที!&lt;br /&gt;(ตกลงคุณเป็นการ์ดแองเจิ้ลหรือเปล่า?)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116238025801668649?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116238025801668649/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116238025801668649&amp;isPopup=true' title='5 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116238025801668649'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116238025801668649'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/11/watchers.html' title='The Watchers'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116229336347958506</id><published>2006-10-31T16:40:00.000+07:00</published><updated>2006-10-31T18:16:04.153+07:00</updated><title type='text'>เปนชู้กับผี : หนังผีไทยทำเองก็ได้ง่ายจัง</title><content type='html'>เมื่อวานอดรนทนไม่ไหว ต้องแว่บไปดู "เปนชู้กับผี" &lt;br /&gt; อีกหนึ่งหนังไทยที่นานๆ ผมจะอยากดูสักที &lt;br /&gt;  อย่างที่รู้กันว่าหนังไทยไม่ค่อยจะมีอะไรให้ดูนัก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;  ที่อยากดูก็เพราะว่าอยากรู้ว่า วิศิษฎ์ ศาสนเที่ยง ผู้กำกับสไตล์จัดที่ทำหนังที่เด่นทางด้านรูปแบบมากกว่าเนื้อหาอย่าง ฟ้าทะลายโจร  และ หมานคร นั้น พอมาจับงานที่เน้นความลึกของตัวละคร เรื่องราวสยองขวัญแบบไทยๆ เขาจะทำได้ดีแค่ไหน &lt;br /&gt; พูดแบบนี้ไม่ด้หมายความว่า หนังที่เน้นสไตล์มากกว่าเนื้อหาจะเป็นหนังที่ไม่ดีนะครับ เพราะถ้าคนทำมือถึง เขาก็สามารถใช้สไตล์มาโอบอุ้มเนื้อหาได้อย่างกลมกล่อม ซึ่งก็มาจากการที่ผู้กำกับคนนั้นเขาต้องนั่งใช้ความคิดสร้างสรรค์หัวแทบแตกในการจะสร้าง สไตล์ ของตนขึ้นมา &lt;br /&gt;(ขอนอกเรื่องนิดนึงว่า ส่วนใหญ่หนังไทยไม่ถนัดในการสร้างหนังที่มีเนื้อหาหนักแน่นสักเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะวัฒนธรรมของคนไทยที่รักสนุกมากกว่าจะมานั่งดูอะไรที่เคร่งเครียด ซึ่งผมว่ามีผลมาจากการที่เราทำแต่ละครที่มีพล็อตเดิมๆ วนเวียนอยู่กับเรื่องความรักอย่างเดียว มานานนับสิบๆ ปี พื้นฐานคนดูละครจึงค่อนข้างเคยชินกับเรื่องราวง่ายๆ จึงส่งผลต่อการดูหนังของคนไทยตามไปด้วย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาอยู่ที่ผู้กำกับหนังไทยส่วนใหญ่ ไม่ค่อยสร้างสรรค์สไตล์ของตัวเองขึ้นมา หากแต่เลือกที่จะรับสไตล์จากกระแสหนังเทศหรือหนังเอเชียที่ประสบความสำเร็จ นำมาจับยัดเข้าใส่ในหนังไทยอย่างเลอะเทอะ เสียจนไปไม่รอดกันอยู่หลายเรื่อง ซึ่งก็ยกตัวอย่างได้ชัดเจนจากหนังผีทั้งหลาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ "เปนชู้กับผี" คือหนึ่งในความพยายามที่จะแสดงให้เห็นว่า สไตล์นั้นเป็นเรื่องของการสร้าง (หรือหยิบยืมมาใช้อย่างสร้างสรรค์) ไม่ใช่การก็อปปี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่ขอเล่าเรื่องย่อหนังนะครับ เพราะไม่ได้ตั้งใจมารีวิวหนัง แต่อยากจะพูดถึงวิธีการที่หนังเรื่องนี้ใช้ในการสร้างบรรยากาศที่ปกคลุมหนังทั้งเรื่องไว้ได้ มันสำคัญมากนะครับที่หนังผีสักเรื่อง จะต้องมีบรรยากาศ หรือโทนหนังที่ชัดเจน เปรียบได้กับแพ็คเกจที่ห่อใส่เนื้อในไว้ ยิ่งการออกแบบหีบห่อชัดเจนและดูมีเอกลักษณ์มากเท่าไหร่ การโน้มนำคนดูไปสู่ทิศทางที่หนังต้องการก็มีสูงมากขึ้น โดยไม่ต้องใช้เนื้อหา หรือพล็อตหวือหวามาเป็นตัวช่วยให้เปลืองแรงมาก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บรรยากาศของ เปนชู้กับผี ก็คือการจับเอาธรรมชาติของวิถีชีวิตแบบไทยๆ ที่กำลังเริ่มแปลกแยกต่อยุคสมัยมานำเสนอ งงไหมครับ พูดใหม่ว่า อารมณ์ในหนังนั้นไม่ใช่กลิ่นอายของความเป็นหมู่บ้านแบบไทยๆ มีตรอกซอกซอยเยอะแยะ และมีวัดวาอารามให้หลบผีอยู่ใกล้ๆ แต่มันคือภาพรอยต่อของกรุงเทพฯ ในพ.ศ 2470-2480 ที่ชนชั้นสูงรับวัฒนธรรมตะวันตกมาอย่างเต็มเปี่ยม หากความเป็นบ้านแบบเจ้าขุนนายวังกำลังสูญสิ้น เพราะการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง บ้านหลังใหญ่โต มีพื้นที่กว้างขวางรายล้อม แต่ไร้ร้างซึ่งเพื่อนบ้าน และคนอาศัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พื้นที่ที่แต่ก่อนผู้คนเคยอาศัยอยู่พลุกพล่าน มาวันหนึ่งกลับเงียบเหงาวังเวง...&lt;br /&gt;บรรยากาศความว้าเหว่ของบ้านเรือนแบบไฮโซ ในยุคนั้นล่ะครับ คือบรรยากาศที่ เปนชู้กับผี จับไว้มั่นได้ตลอดทั้งเรื่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทีนี้พอเซ็ทบรรยากาศของหนังได้แล้ว สิ่งที่ผมอยากชื่นชมคุณวิศิษฎ์อีกข้อก็คือ วิธีการที่เขาจะเล่นกับ ผี &lt;br /&gt;ถ้าเป็นผู้กำกับหัวก้าวหน้า(ลงดิน)เหมือนคนอื่น เขาก็อาจะใช้วิธีการย้อนศรกลับหนังผีในช่วงนั้น พูดง่ายๆ ว่าหลอกคนดูไปมา เช่น เอ็งอยากเห็นผีออกมาช่วงนี้ใช่ไหม แต่ข้าไม่ให้ออกมาหรอก หรือเอ็งคิดว่าผีจะโผล่มาจากตุ่มใช่ไหม แต่ข้าจะให้ผีออกมาทางฝาตุ่มแทน 555 ?!?!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าหนังถูกดำเนินไปในแนวทางแบบนั้น นอกจากจะขัดกับอารมณ์คนดูแล้ว ยังลักลั่นกับสไตล์ที่สร้างขึ้นมาดิบดีจนเสียของไปในที่สุด&lt;br /&gt;คุณวิศิษฎ์ ฉลาดและเข้าใจคนดูหนังผีเพียงพอว่า ถ้าคนดูอยากจะเห็นผีตอนไหน เขาก็จะได้เห็น แต่ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะเห็นผีแบบไหนหรือช่วงเวลาไหน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่หนังเรื่องนี้ทำได้ดีกว่าก็คือคนดูควรจะ "รู้สึก" ถึงอะไรก่อนที่จะเจอผี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสียงจิ้งหรีดร้องระงม เสียงหมาหอนแผ่วๆ ความเวิ้งว้างของพื้นที่ในสวน เสียงเสียดสีกรากแกรกของใบไม้ เสียงอะไรสักอย่างหล่นตุบๆ อยู่ไม่ไกล ภาพเงาของคนกำลังทำอะไรที่เราไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่กล้าเฉียดใกล้ การบอกเล่าตำนานสยองทั้งจริงและแต่งเติม สิ่งเหล่านี้คือเบ้าหลอมชั้นดีที่จะผลิตจินตนาการของคนดู ผลิตความหวาดหวั่น ความไม่ไว้ใจ ให้เกิดขึ้นนานพอก่อนที่จะจ๊ะเอ๋กับน้องผีในที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สไตล์และวิธีการของหนังที่ประสานกันอย่างลงตัวนั้น ก็เพียงพอแล้วครับที่จะยกระดับหนังผีไทยๆ เรื่องนี้ขึ้นมาจากหลุมได้อย่างจริงจัง ผมมองว่า เปนชู้กับผี ไปได้สวยกว่าหนังแนวทางเดียวกันอย่าง นางนาก ด้วยซ้ำในเรื่องการพาคนดูไปจนสุดทางแห่งความหวาดกลัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ใช่ว่า เปนชู้กับผี จะไม่มีจุดด้อยเลยนะครับ ในความคิดของผมก็คือหนังพยายามที่จะเล่นกับพล็อตในตอนท้ายมากไปสักนิด จนทำให้อารมณ์หลอนๆ ที่ปกคลุมมาทั้งเรื่อง สะดุดแข้งขาตัวเองไปบ้าง หากไม่ถึงกับเสียหาย แต่ก็ยังมีข้อสนับสนุนให้ว่า พล็อตซับซ้อนที่ผูกขึ้นมานั้นมันเกี่ยวโยงกับธีมสำคัญของเรื่องอย่างชัดเจน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพียงแต่ผมเชื่อว่า เปนชู้กับผี หาทางออกของเรื่องที่ตรงไปตรงมาได้มากกว่านี้ได้ &lt;br /&gt;และได้ผลทางความรู้สึกที่เท่าเทียมไม่ต่างกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;jeeno  บอกเล่า&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116229336347958506?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116229336347958506/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116229336347958506&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116229336347958506'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116229336347958506'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/10/blog-post_31.html' title='เปนชู้กับผี : หนังผีไทยทำเองก็ได้ง่ายจัง'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116224599252992744</id><published>2006-10-31T05:01:00.000+07:00</published><updated>2006-10-31T14:50:27.693+07:00</updated><title type='text'>เหตุเกิดจาก...Miss Queen</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3187/4086/1600/DQ-Mike.1.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3187/4086/320/DQ-Mike.0.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เกิดเป็นเกย์ไทย มีชัยไปกว่าครึ่ง" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คงไม่ผิดนักสำหรับประโยคที่ดิชั้นคิดว่ามันเป็นเรื่องจริง&lt;br /&gt;เพราะประเทศนี้เปิดโอกาสให้คุณเธอสะบัดสะบิ้งกันอย่างเต็มเหนี่ยว&lt;br /&gt;ถ้าวันไหนออกไปเที่ยว ลองมองรอบตัวดูสิ &lt;br /&gt;ไม่ว่าหันไปทางไหน เหนือ ใต้ ออก ตก &lt;br /&gt;หรือแม้กระทั่งที่หมกอยู่ในซอกหลืบ &lt;br /&gt;อ่ะ...อย่างงงค่ะ&lt;br /&gt;ดิชั้นหมายถึงสมาชิกที่ประสงค์จะไม่เปิดตัว&lt;br /&gt;ก็จงอยู่ใต้ดินต่อไป ดิชั้นรู้สึกว่ามันให้อารมณ์เดียวกันกับเทปใต้ดินอะไรทำนองนั้น&lt;br /&gt;ก็ไม่ได้ว่าอะไรใครหรอกค่ะ &lt;br /&gt;อยากเปิดเผยเมื่อไหร่ ก็ค่อยไปลงทะเบียนที่อำเภอ&lt;br /&gt;เผลอๆ จะได้เอาไว้จัดตั้งเป็นกองกำลังสำรองของชาติ&lt;br /&gt;มีบทบาทเหมือนพวกเสรีไทยในสมัยโบราณ&lt;br /&gt;ประชาชาติเกย์ต้องการกองกำลังเมื่อไหร่ ก็จะได้เรียกออกมาจากรูได้ทัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุที่อยากจะเล่าเรื่องนี้ในวันนี้ ก็เพราะว่าช่วงวันหยุดที่หายไป &lt;br /&gt;ดิชั้นได้มีโอกาสไปชมการประกวด Miss Queen of Universe &lt;br /&gt;ที่ทิฟฟานี่พัทยามา เป็นครั้งแรกที่ได้ไปดูไปชมอะไรแบบนี้จริงๆ &lt;br /&gt;แต่ก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากนัก&lt;br /&gt;นั่งดูตั้งแต่ต้นจนจบ ก้ทำให้ดิชั้นพบว่าหน้าตาของนัง ก. ทั่วโลก&lt;br /&gt;ยังสวยสู้เมืองไทยไม่ได้นัก แต่ก็มีการพัฒนาขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด&lt;br /&gt;แต่ถึงแม้น้องสาวจากเมืองไทย จะสวยมากอย่างไรก็ต้องแพ้&lt;br /&gt;เพราะตอบคำถามเข้าขั้นแย่ ขนาดคุณแม่ขอร้องแล้วยังช่วยไม่ได้&lt;br /&gt;จึงไม่น่าแปลกใจที่สาวร่างใหญ่จาก Mexico จึงคว้ามงไปครอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่เพียงเฉพาะแต่การประกวดเท่านั้น ที่ดิชั้นพยายามจะดูอย่างตั้งใจ&lt;br /&gt;ถึงแม้จะทำให้ง่วงไปบ้าง แต่ก็ยังมีสติที่ทำให้ดิชั้นสังเกตเห็นอะไรหลายๆอย่าง&lt;br /&gt;ของสิ่งมีชีวิตที่คนชอบเรียกว่า "กระเทย"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(บล็อกเรื่องนี้ดิชั้นเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็นส่วนตัวนะคะ ไม่ได้เกิดจากการเกลียดสาวๆเหล่านั้น)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"กระเทย" น่าจะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่าจะบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์&lt;br /&gt;ดิชั้นลองนึกเล่นๆว่า ควรจะจดบันทึกในสิ่งใดบ้าง เพื่อเก็บไว้ในพงศาวดาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. วงการแพทย์ศัลยกรรมควรจะทำเกียรติบัตรมอบให้เธอเหล่านั้น&lt;br /&gt;เนื่องจากว่าเธอเป็นโมเดลที่แสดงออกถึงความเจริญก้าวหน้า&lt;br /&gt;และความเก่งของหมอ ให้ทั่วโลกได้รู้ว่าหมอไทย&lt;br /&gt;เฉาะ ตัด เสริม เติม แต่ง ได้เก่งจริงๆ ถือว่าเป็นความสำเร็จขั้นต้น &lt;br /&gt;ต่อไปควรมีการเรียกประชุมหมอศัลย์ในเมืองไทย ให้ก้าวไกลระดับโลก&lt;br /&gt;ว่าด้วยเรื่อง "ศัลยกรรมอย่างไร ให้ใบหน้าไม่เป็นมะม่วงเขียวเสวย"&lt;br /&gt;เพราะสังเกตให้ดีว่าทุกๆ นางจะมีใบหน้าบล็อกเดียวกัน &lt;br /&gt;ถึงแม้จะมาจากคนละหมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. เชื่อว่านัง ก. แต่ละนางเป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง&lt;br /&gt;รู้จักการแบ่งเงินเป็นส่วนสัดและจัดระบบใช้จ่ายได้อย่างดีเยี่ยม&lt;br /&gt;เช่น มีเงินน้อยก็เตรียมผ่าแต่นมก่อน แล้วถ้าได้อีกก้อนค่อยผ่าอย่างอื่นทีหลัง&lt;br /&gt;เพราะยังไม่เคยได้ยินว่ามีใครไปกู้เงินธนาคาร สงสัยว่าจะหาเหตุผล&lt;br /&gt;เพื่อกรอกลงบนเอกสารไม่ได้ จะว่ากู้ไปเพื่อแปลงสินทรัพย์เป็นทุนก็ดูแปลกๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.นัง ก. บางคนที่ดิชั้นรู้จักนั้น&lt;br /&gt;มีส่วนในการช่วยสร้างสรรค์ประชากรให้ในโลกนี้ มีประชาการเพิ่มขึ้น&lt;br /&gt;ไม่ว่าจะแต่งงาน มีลูก พวกเธอทำได้ทุกอย่างไม่ต่างจากผู้ชาย&lt;br /&gt;ดิชั้นคิดว่าควรมีสักคนที่น่าจะได้พิจารณา&lt;br /&gt;ในรางวัลโนเบล สาขา รักษาความสมดุลของโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. ทางด้านการศึกษาและความเป็นอยู่ของเด็กชายไทย &lt;br /&gt;ก็ดีขึ้น อันเนื่องมาจาก นัง ก. ส่วนมากมังมีทุนบริจาคให้แก่&lt;br /&gt;"เด็กชายหน้าตาดีแต่ไม่มีทุนทรัพย์" อยู่เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. เด็กๆ ในโลกนี้มีการ์ตูนดีๆ อย่าง X-Men อ่าน&lt;br /&gt;ก็เพราะพวกมิวแทนท์กลายพันธุ์ในนั้น&lt;br /&gt;มันน่าจะได้แรงบันดาลใจมาจากนัง ก. ของเรานี่เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่เป็นแค่เพียงส่วนนึงเท่านั้นนะคะ ใครที่มีข้อเสนอดีๆ ลองมาบอกกันได้&lt;br /&gt;เพื่อร่วมร่าง พรบ. (เพียงรู้แล้วปฎิบัติซะ)&lt;br /&gt;ว่าด้วยสิทธิให้ นัง ก. สามารถเดินบิดตูดในที่สาธารณะได้&lt;br /&gt;และกรณีที่ไปชนชายใดถือว่าไม่ผิด &lt;br /&gt;หากมีข้อโต้แย้ง ชายผู้นั้นจะถูกดำเนินคดีทันที&lt;br /&gt;โดยต้องโทษให้นัง ก. ยื่นความจำนงแก่เจ้าหน้าที่&lt;br /&gt;ว่าจะจูบและจับ หรือว่าจะจับเพียงอยากเดียว&lt;br /&gt;(โดยสามารถเลือกจับได้ไม่เกิน 3 จุด)&lt;br /&gt;ผลักดันให้ผ่าน ครม. (คณะเริ่ดสแมนแตน) ไปได้ด้วยดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                                                                    ขอแสดงความนับถือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                                                               สุดารัดคอ เกย์ยุให้รำ ตำให้รั่ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                                                           ว๊าย !!! ... ขอโทษค่ะ ผิดฉบับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                                                                                                                                            นางฟ้า...มหาประลัย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116224599252992744?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116224599252992744/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116224599252992744&amp;isPopup=true' title='5 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116224599252992744'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116224599252992744'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/10/miss-queen.html' title='เหตุเกิดจาก...Miss Queen'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116204712148481613</id><published>2006-10-28T21:35:00.000+07:00</published><updated>2006-10-28T22:48:42.830+07:00</updated><title type='text'>Good Service</title><content type='html'>&lt;strong&gt;จุดหมายเหตุ Hachi 06&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ Hachi ไม่มีอะไรจะ present แต่อยากเข้ามาในบล็อก เพราะอยากรู้ว่าคนอื่นๆ (พวกคุณนั่นแหละ) ทำอะไรกันอยู่บ้าง (แถมเรายังหายหน้าไปจากออฟฟิศ 2 วัน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เมื่อเย็น&lt;/strong&gt;เราเอาแลปท็อปไปซ่อมมา ต้องรอพรุ่งนี้ถึงจะไปเอาได้ ..ว้า เครื่องมือทำมาหากินของเรา..&lt;br /&gt;ไม่ดีเลย-ชั่วขณะหนึ่ง เราคิดไปทางอกุศล ว่าการทิ้งของเอาไว้กับร้านแบบนี้ จะถูกโกงได้ง่ายๆ เช่น ถูกถอดอะไหล่บางส่วนไป และได้อะไหล่เก่าๆ ใกล้พังมาใส่แทนโดยเราเองก็ไม่รู้เรื่อง ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เมื่อหลายปีก่อน &lt;/strong&gt;เราเอานาฬิกา (เราได้เป็นของขวัญ และเป็นของรักของเรา) ยี่ห้อ Citizen ไปซ่อม หลังจากนั้นตั้งนาน เพิ่งสังเกตเห็นว่า ฝาปิดด้านหลังนาฬิกาที่ช่างซ่อมใส่กลับมาให้เรานั้นเป็นของโนเนมราเคาถูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เมื่อวันพุธ &lt;/strong&gt;เราถึงออฟฟิศตอนเกือบบ่าย 3 เพราะนั่งรถเมล์ผิดสาย เลยไปถึงประชานิเวศน์หรืออะไรนี่แหละตั้งซอย 30 กว่าๆ&lt;br /&gt;เรื่องมีอยู่ว่า เราโดดขึ้นรถเมล์สายนั้นตรงป้ายสถานีรถไฟบางซื่อ (ก็เห็นป้ายบอกว่าจะผ่าน แยกพิชัย?)&lt;br /&gt;แล้วเราก็ถามกระเป๋าฯ ว่า "ผ่านศรีย่านมั้ย" กระเป๋าพยักหน้าหงึก &lt;br /&gt;แต่พอนั่งออกมาไกลเข้าๆ เราก็ชักเริ่มสงสัย จึงถามกระเป๋าว่า "เอ่อ มันจะเข้าศรีย่านทางไหนเหรอ?" ปรากฎว่าเขาฟังผิดเป็นที่อื่นมั้ง เราเลยต้องลง ที่ทำให้เราแอบงอนคือ เขาไม่แสดงน้ำจิตน้ำใจเช่นคืนสตางค์ให้เรา (หรือกระทั่งทำหน้าสงสารเรา)นั่งเลยมาไกลโคตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ คือเราอยากจะบอกว่า เราทุกคนไม่ควรจะคาดหวังสิ่งที่เรียกว่า บริการอันดีเลิศ (Good Service) จากใครเลย แม้ว่าเราจะแลกบริการนั้นด้วยการควักสตางค์จ่ายก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คงเป็นความผิดเราเองที่แต่ไหนแต่ไรก็คิดว่า ในเมื่อจ่ายเงินแล้ว เราก็ต้องได้รับบริการที่ดี (แต่ก่อน เราเคยโวยพวกแม้ค้า พ่อค้า และพนักงานร้านต่างๆ มานักต่อนักแล้ว)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะเราเคยคิดไปเองว่า ในเมื่อใช้ 'เงิน'แลก ทุกอย่างจะต้องได้ดั่งใจ แต่มันไม่ใช่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พนักงานเหล่านั้น พ่อค้า แม่ค้าเหล่านั้น ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาก็มีเรื่องทุกข์ใจ หรือไปเจอกับอะไร (โดยที่เราไม่อาจรู้ได้) มาเหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;*จุดหมายเหตุ (อีกที)*&lt;br /&gt;นิ อีตา buiberry ก็มีบล็อกของตัวเองด้วยใช่มั้ย เราใส่ลิงก์ไว้ให้ข้างๆ นี่เพิ่มให้แล้วกันนะ ว่าแต่ทำไมไม่มีใครใส่ลิงก์อะไรเลย?&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116204712148481613?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116204712148481613/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116204712148481613&amp;isPopup=true' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116204712148481613'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116204712148481613'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/10/good-service.html' title='Good Service'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116189457141460364</id><published>2006-10-27T02:38:00.000+07:00</published><updated>2006-10-27T03:59:39.966+07:00</updated><title type='text'>อยากกิน...แอปเปิ้ล</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/ist2_399661_fresh_granny_smith_apple_red.0.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/320/ist2_399661_fresh_granny_smith_apple_red.0.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาวๆ เคยสงสัยมั๊ยค่ะว่า ทำไมผู้ชายหน้าตาดีๆ ถึงไม่มีตกมาถึงเราสักครั้ง...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยความที่ดิชั้นมักจะมีชีวิตวนเวียนอยู่แถวสยามอยู่เป็นประจำ &lt;br /&gt;ทำให้ดิชั้นนั้นสังเกตเห็นอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเด็กๆ สมัยนี้ &lt;br /&gt;เพราะบางคนที่เห็นนั้น แทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะยังเป็นเด็กถ้าเขาไม่ได้มาในชุดนักเรียนขาสั้น &lt;br /&gt;แต่ละคนหน้าตาดูเป็นหนุ่มหล่อ ผิวใสวิ้ง กิ๊ง เด้ง ขนาดนั้น &lt;br /&gt;ดิชั้นเห็นเป็นต้องยืนชะงัก พักกลืนน้ำลายเอื๊อกๆ &lt;br /&gt;คิดถึงสมัยตัวเองที่ยังเป็นสาวน้อยวัยเดียวกันขนาดนี้ ยังไม่รู้ประสีประสา กะโหลกกะลา บ้านนาฮาเฮอยู่เลย &lt;br /&gt;ผิดกับหนุ่มสาวมัธยมปัจจุบัน แต่ประเด็นสำคัญของดิชั้นอยากพูดถึงหนุ่มน้อยมากกว่า &lt;br /&gt;ดังนั้นจะขอละเรื่องของบรรดาน้อง(ชะ)นีเอาไว้ไม่พูดถึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนบางส่วนอาจจะคิดว่าการที่เด็กโตเร็วนั้นเป็นเรื่องดี เพราะจะได้มีคนมาพัฒนาประเทศชาติ &lt;br /&gt;ดิชั้นก็ด้วยค่ะที่คิดว่าเป็นเรื่องดี เพราะดิชั้นจะได้มีหนุ่มๆ ให้ได้ทันกินทันใช้ ก่อนวัยชราจะมาเยือนดิชั้นในเร็ววัน &lt;br /&gt;อย่าเพิ่งนึกว่าดิชั้นคิดร้ายกับเด็กๆนะคะ &lt;br /&gt;ดิชั้นแค่อยากมีส่วนร่วมในการ สปช.-สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตให้แก่เด็กๆแค่นั้นเอง&lt;br /&gt;ถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้ผ่านมาก่อนให้ฟังหรือสอนสั่งเรื่องใดๆก็ตามที่น้องๆอาจจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ &lt;br /&gt;เพราะเวลาต่อไปไม่ว่าอะไรก็ต้องทำเป็นอย่างแน่นอน ถ้าน้องๆมาผ่านการสอคอร์สโดยดิชั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะว่าไปแล้วบ่อยครั้งเหมือนกันที่น้องๆขาสั้นเหล่านี้&lt;br /&gt;ทำดิชั้นเกือบซี้แหงแก๋ ลงไปนอนแดดิ้น ลิ้นจุกปาก อยากหยุดหายใจเป็นพักๆ &lt;br /&gt;เพราะแต่ละคนที่เห็นมาแบบขาว ตี๋ มีเสน่ห์ เท่ห์ทุกกระเบียด แป้งเพี๊ยซไม่ต้องโบ๊ะ โชว์แก้มสีชมพูระเรื่อ ปากบางๆแดงๆ &lt;br /&gt;อู๊ยๆๆๆๆ...พูดแล้วหิว (hahaha) &lt;br /&gt;แหมก็...เนดเนิง ละกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดิชั้นเคยคิดเล่นๆว่า ถ้าเปรียบน้องๆเหล่านี้เป็นผลไม้ ก็ต้องเป็นอะไรที่สดใหม่น่ากินเป็นอย่างแน่แท้ &lt;br /&gt;เช่น ถ้าเป็นแอปเปิ้ลสักลูกหนึ่ง ลองนึกถึงตอนที่แอปเปิ้ลอยู่บนต้นในสวนตอนเช้าๆสิคะ มีหยดน้ำเกาะอยู่ด้วย &lt;br /&gt;กลิ่นหอมอ่อนๆอยู่ใกล้ๆแค่เพียงปลายจมูก ผิวแอปเปิ้ลแดงๆ มันๆ &lt;br /&gt;ดิชั้นล่ะตัวสั่นอยากจะไปเด็ดมาชิมจริงๆ &lt;br /&gt;คงจะกัดแล้วสัมผัสได้ถึงความกรุบกรอบ กร๊วบๆๆๆๆๆ เป็นว่าเล่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงเวลานี้แล้วดิชั้นจะลองตั้งจิตอธิษฐานลองดูว่า &lt;br /&gt;ชาตินี้ดิชั้นจะมีโอกาสได้เด็ดลูกแอปเปิ้ลลูกใหญ่ๆ สวยๆ ดีๆ กับคนอื่นเขาสักทีรึเปล่า &lt;br /&gt;หรือถ้าหากใครที่ทีอยู่แล้ว แต่เป็นคนไม่ชอบทานแอปเปิ้ลล่ะก็&lt;br /&gt; ดิชั้นขอรับต่อมาก็ได้ค่ะ ไม่ถือ!!!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                                                               นางฟ้า...มหาประลัย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116189457141460364?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://theandrogyny.blogspot.com/' title='อยากกิน...แอปเปิ้ล'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116189457141460364/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116189457141460364&amp;isPopup=true' title='7 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116189457141460364'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116189457141460364'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/10/blog-post_26.html' title='อยากกิน...แอปเปิ้ล'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116179756410952044</id><published>2006-10-26T00:29:00.000+07:00</published><updated>2006-10-26T00:35:40.703+07:00</updated><title type='text'>ตด</title><content type='html'>พอดีอ่านที่คุณพี่ปุ้มเขียนเรื่องฝุ่นก็เลยนึกอะไรได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มานั่งคิดดู ร่างกายคนเราก็ผลิตสิ่งสกปรกมาเยอะเหมือนกันนะครับ ทั้งเหงื่อ ขี้ไคล ฉี่ อึ ตด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดถึงตด ตอนเด็กๆเคยอ่านโดเรมอนตอนหนึ่งที่ไจแอนท์ตดจนลอยได้ อ่านจบรีบกินถั่วใหญ่เลย เผื่อจะลอยได้บ้าง ฮ่าๆๆ อายจัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รายการ Mega Clever เคยตั้งคำถามว่าถ้าคนจีนทั้งประเทศกระโดดพร้อมกันจะเป็นยังไง สงสัยไหมครับว่าคนทั้งโลกตดพร้อมกันจะเป็นยังไง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สังเกตไหมครับว่าตดที่ดังมักไม่เหม็น แต่ตดที่เหม็นมักไม่ดัง ไม่ก็ดังแค่ปิ๊บๆ ฟีบๆ ตดที่ดังและเหม็นมักมาพร้อมสสารประเภทของแข็งตามมาด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครเคยนอนเอาผ้าห่มคลุมโปงกับแฟนแล้วตดใส่ผ้าห่มบ้าง เป็นการแกล้งแฟนที่สนุกดีนะครับ บอกแฟนไปว่า "อยากให้เธอเป็นแซลมอนรมควันไง" ผมยังไม่เคยทำนะครับ แอบมีฟอร์มอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอ๊ะ วันนี้เป็นอะไรคุยแต่เรื่องอึเรื่องตด อย่าทำหน้ารังเกียจไป ใครๆก็ตดทั้งนั้นแหละ แถมบางคนยังมีพฤติกรรมที่น่าขยะแขยงจนเรื่องอึเรื่องตดดูสะอาดไปเลยก็มี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะว่าไป ร่างกายเราก็ผลิตสิ่งปฏิกูลมาเยอะแล้ว เราน่าจะตระหนักนะครับว่า เราควรผลิตสิ่งที่ไม่ "สกปรก" ต่อโลกกันบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรามาหาวิธีการตดให้หอมกันเถอะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท้อฟฟี่...ร้อนแรงทุกสัมผัส ร้อนรักทุกองศา ร้อนฉ่าทุกลีลา เริงร่าทุกนาที&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116179756410952044?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116179756410952044/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116179756410952044&amp;isPopup=true' title='6 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116179756410952044'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116179756410952044'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/10/blog-post_116179756410952044.html' title='ตด'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116177800683237585</id><published>2006-10-25T17:40:00.000+07:00</published><updated>2006-10-25T19:06:46.983+07:00</updated><title type='text'>อยู่คนเดียว ถ้าจะดีกว่า...</title><content type='html'>เมื่อคืนก่อน ผมบังเอิญได้ฟังเพลงผ่านเทปคาสเซ็ท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันเป็นเพลงเก่าๆ ของ พี่ปั่น ไพบูลย์ เกียรติเขียวแก้ว ที่ชื่อว่า "อยู่คนเดียว" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมจำไม่ได้แล้วว่าเป็นเพลงในพ.ศ.ไหน  แต่ก็น่าจะนานพอสมควรเลยล่ะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นเพลงที่ผลิตในยุคที่พี่ปั่นสังกัดและโด่งดังอยู่กับแกรมมี่ฯ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่ผมติดใจในเพลงนี้ นอกจากท่วงทำนอง คำร้อง และเสียงร้องที่ผสานกันอย่างลงตัว ลงตัวในแบบที่ว่าเข้าถึงความรู้สึก และเหมาะสมกับการขับกล่อมอารมณ์ให้ไปในทิศทางที่สงบจิตสงบใจหรือรื่นรมย์ มากกว่าเพลงสมัยนี้ในเนื้อหาเดียวกัน อีกทั้งมีการโชว์ไลน์ดนตรีที่ต้องเรียกว่ากล้าทดลองอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่สิ่งที่ผมติดใจในเพลง อยู่คนเดียว จนต้องนำมาบอกเล่านี้ไม่ใช่เรื่องของความไพเราะหรอกครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากเป็นเรื่องของประเด็นและอารมณ์ในเนื้อเพลงมากกว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยู่คนเดียว ของพี่ปั่นนั้นเนื้อเพลงก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษอะไรมากไปกว่าเรื่องของผู้ชายคนนหนึ่งที่ตัดสินใจอยู่คนเดียว เมื่อหญิงสาวหมดใจให้แล้ว แต่พอผมฟังเพลงนี้ไปมาสัก 5-6 รอบ ก็เริ่มรู้สึกถึง "น้ำเสียง" บางอย่างของผู้ชาย ซึ่งถือได้ว่าเป็นอารมณ์ร่วมสมัยของหนุ่มๆ ยุคนั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นคือการยึดถือศักดิ์ศรีในแบบหนุ่มโรแมนติกที่เชื่อมั่นในตัวเอง และก็ให้เกียรติในการตัดสินใจ (ทางความรู้สึก)ของผู้หหญิง แม้ว่าน้ำเสียงของเพลงจะมีอาการตัดพ้ออยู่บ้าง แต่ก็แตกต่างเหลือเกินกับอาการคร่ำครวญที่เพลงป๊อปสมัยนี้เป็นกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เจตนาและความรู้สึกของ อยู่คนเดียว นั้นคือการยอมรับความเป็นจริงในความสัมพันธ์ ยอมเลือกที่จะโดดเดี่ยวดีกว่าฝืนแบกรับความลำบากใจ บางคนอาจจะมองว่าเนื้อเพลงไม่ได้บอกอะไรถึงขนาดนั้นสักหน่อย แต่ถ้าลองจับ "อารมณ์" ของเพลง และนึกย้อนไปในสมัยที่สังคมยังให้เกียรติต่อความรักของคนหนุ่มสาวอยู่ ผมเชื่อว่าหลายคนน่าจะรู้สึกร่วมกันได้ไม่ยาก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟังแล้วรู้สึกเสียดายนะครับ ที่อาการ "อยู่คนเดียว" แบบในคราก่อนแทบจะหาไม่ได้อีกแล้วในยุคที่ "ว่างแล้ว ช่วยโทรกลับ" อย่างสมัยนี้ ผมไม่ได้ต้องการจะรำลึกหรือถวิลหาอดีต หรืออยากสนับสนุนให้พี่ปั่นจัดคอนเสิร์ตอีกครั้งนะครับ (แต่ถ้าเกิดขึ้นจริง ผมจะไปซื้อตั๋วคนแรกๆ คอยดูสิ)แต่ผมยอมรับว่ากำลังโหยหาความรู้สึกของผู้ชายที่เข้มแข็ง ใจแข็งพอสำหรับความโดดเดี่ยว (เพียงชั่วคราว)และกล้าที่จะเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริง โดยไม่เข้าข้างตัวเองหรือพยายามยื้อยุดคนอื่นไว้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความรู้สึกก้อนนี้ทำให้ผมนึกถึงหนังสั้นเรื่อง 12.20 ของเป็นเอก รัตนเรือง ที่มีประโยคหนึ่งกล่าวไว้ประมาณว่า&lt;br /&gt;...ถ้าคุณจะบอกรักใครสักคนที่อยู่ข้างๆ คุณ คุณก็จงรีบบอกเธอเสียก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้บอก และถ้าเธอรับรักคุณแล้ว ต่อมาเลิกราจากคุณไป หรือเธอไปมีรักใหม่  ก็อย่าพร่ำเพ้อจนทำให้เธอลำบากใจ ขอให้คุณจงเก็บความอับอายและความเศร้าใจไว้เพียงลำพัง เหมือนช่วงเวลาก่อนที่คุณจะบอกรักต่อเธอ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คืนวันนั้นเองที่ผมอยากจะ "อยู่คนเดียว" แบบนั้นให้ได้บ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ระหว่างที่ฟังเพลงนี้ จะมีใครบางคนนั่งฟังอยู่ไม่ห่างก็ตามที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;jeeno บอกเล่า&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116177800683237585?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116177800683237585/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116177800683237585&amp;isPopup=true' title='6 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116177800683237585'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116177800683237585'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/10/blog-post_25.html' title='อยู่คนเดียว ถ้าจะดีกว่า...'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116175308273590771</id><published>2006-10-25T12:04:00.000+07:00</published><updated>2006-10-25T12:43:50.533+07:00</updated><title type='text'>Based on true story</title><content type='html'>Hachi on the Blog&lt;br /&gt;got something to say:&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ, บ้านของ Joyce เลขากองฯ ของเรา กำลังอยู่ในสภาพนี้&lt;br /&gt;และอยู่ในสภาพนี้ มาเป็นเดือนแล้ว&lt;br /&gt;...&lt;br /&gt;ส่งใจไปช่วยจอยซ์ ชาวริมคลองบางกอกน้อย อ่างทอง (บ้านปุ๋ย) และทุกคนที่เจอน้ำท่วมกันด้วยนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/Bann%20Joyce.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/320/Bann%20Joyce.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116175308273590771?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116175308273590771/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116175308273590771&amp;isPopup=true' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116175308273590771'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116175308273590771'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/10/based-on-true-story.html' title='Based on true story'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116175210377463992</id><published>2006-10-25T10:44:00.000+07:00</published><updated>2006-10-25T11:57:51.483+07:00</updated><title type='text'>หนังเกาหลีมีอะไรดี</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/the%20beast.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/400/the%20beast.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผมดูหนังเกาหลี เรื่องล่าสุดที่ดูเห็นจะเป็น old boy จากนั้นก็ไม่ได้ดูอีกเลย &lt;br /&gt;ผมมักบอกตัวเองว่า หนังเกาหลีไม่เห็นมีดีอะไรนอกเหนือจากภาพสสวย เรื่องดี แล้วก็พล็อตเจ๋ง&lt;br /&gt;(ซึ่งจริงๆ มันครบคุณสมบัติของหนังน่าดูนี่นา) &lt;br /&gt;จริงๆ ผมกำลังอิจฉาหนังเกาหลีก็เลยหลอกตัวเองอย่างนั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อวานผมดูเรื่อง the beast and the beauty หนังตลกโรแมนติก เรื่องของสาวตาบอดที่มีแฟนขี้เหร่ ื&lt;br /&gt;แต่วันหนึ่งสาวสวยคนนี้ได้คนใจดีบริจาคตาให้ ปัญหาก็คือ พระเอกหน้าเหียกคนนี้ &lt;br /&gt;กลัวว่าแฟนสาวของเขาจะรับไม่ได้กับใบหน้าอันน่ากลัว(จริงๆ ผมว่า ผมอาจจะน่ากลัวกว่า)  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมพบว่าสิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่หนัง แต่ผมว่ามันน่าสนใจตรงที่เกาหลีทำอย่างไรถึงพัฒนาอุตสาหกรรมหนังได้ดีจนกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งออกหนังมากสุดในเอเชีย ไม่แพ้ฮ่องกงและอีนเดีย ซึ่งถือเป็นตลาดที่มหญ่รองลงมาจากฮอลิวู้ด &lt;br /&gt;เกาหลีใต้ใช้เวลาแค่&lt;br /&gt;ช่วงสิบปีทำให้ตลาดหนังรู้จักบุคลิกของหนังเกาหลี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเคยอ่านเจอว่า การพัฒนาหนังของเกาหลี ขับเคลื่อนเป็นแบบหน้ากระดาน เริ่มตั้งแต่รัฐบาลออกกฏหมายให้โรงหนังต้องฉายหนังเกาหลีในสัดส่วน 70:30 ส่งเสริมการทำหนังโดยรัฐบาลออกเงินให้ส่วนหนึ่งสำหรับหนังที่ผ่านการพิจารณาจากภาครัฐ(คล้ายๆ สอบชิงทุนิะไรแบบนั้น) &lt;br /&gt;มีการสร้างสตูดิโอที่ลงทุนโดยรัฐบาล เปิดการสอนหลักสูตรการทำหนังอย่างอึกทึก และโปรโมทตลาดการค้าหนังอย่างเทศกาลปูซาน ฟิล์ม จนกลายเป็นที่รู้จัก สุดท้ายเกาหลีใต้ก็ประสบความสำเร็จในการสร้างหนังที่มีบุคลิกเฉพาะตัวขึ้นมาได้สำเร็จ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมว่าเขาฉลาดมากในการลงทุนกับหนัง เพราะเป็นอุตสาหกรรมบันเทิงที่ไปได้ไกล&lt;br /&gt;และเป็นเครื่องมือโปรโมทภาพลักษณ์ของประเทศอย่างมีชั้นเชิง แถมมีอิทธิพลต่อควาวมคิดของคนได้มาก&lt;br /&gt;(คิดดูว่าหนังดีๆ สักเรื่องที่เราได้ดู เราจะจำได้นานแค่ไหน) &lt;br /&gt;แค่หนังสักเรื่องที่ได้รางวัลระดับโลก หรือหนังสักเรื่องที่ฮอลิวู้ดซื้อไปทำ ก็พอจะทำให้คนได้รู้จักประเทศนี้เพิ่มขึ้นอย่างน้อยๆ ก็หลายล้านคน แถมอยุ่ได้นาน คิดดูว่าคุ้มแค่ไหน หลักการเดียวกันนี้เขาเอาไปใช้กับอุตสาหกรรมอย่างอื่นด้วย ทั้งละครซีรี่ย์ อย่างแดจังกึม ก็ไปดังถึงเยอรมนี เรน บีโอเอ หรือ เค หรือดอน บัง ชิงกิ ก้ดังถึงญี่ปุ่นื ซึ่งเป็นตลาดเพลงใหญ่อันดับสองของโลก ศิลปิน เคป๊อบ(ใช้เรียกศิลปินเกาหลีที่ร้องเพลงญี่ปุ๋น) ก็เรียกคะแนนจากแฟนๆ ได้มาก &lt;br /&gt;เรนเองก็ได้ไปแสดงที่เมดิสัน สแควร์การ์เด้น ในนิวยอร์ค ที่ผ่านมามีศิลปินต่างประเทศ สองคนที่เคยไปแสดง คืออูทาดะ ฮิคารุจากญี่ปุ่น กับเรนเท่านั้น &lt;br /&gt;เบื้องหลังของหนังเกาหลี จึงไม่ใช่แค่ขายหนังหรือบันเทิง แต่เป็นการขายวัฒนธรรมที่แนบเนียนยิ่ง&lt;br /&gt;สำหรับเมืองไทยที่การพัฒนาถูกสอนให้เราคิดแบบแยกส่วนแบบนี้ ภาคประชาชนที่อ่อนแอแบบนี้ &lt;br /&gt;การขับเคลื่อนบันเทิงให้กลายเป็นวาระวัฒนธรรมแห่งชาติคงต้องใช้เวลาอีกมากมากนัก&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116175210377463992?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116175210377463992/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116175210377463992&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116175210377463992'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116175210377463992'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/10/blog-post_116175210377463992.html' title='หนังเกาหลีมีอะไรดี'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116169902034336107</id><published>2006-10-24T21:00:00.000+07:00</published><updated>2006-10-24T21:10:20.350+07:00</updated><title type='text'>ฝุ่น ที่ถูกเคลื่อนย้าย</title><content type='html'>Hachi on the Blog&lt;br /&gt;presents 04&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;"ตอนที่เราทำความสะอาดบ้าน พวกเราไม่ได้กำจัดฝุ่นพวกนี้ออกไปหรอก &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;แต่เราแค่ 'เคลื่อนย้าย' ฝุ่นเท่านั้น"&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;strong&gt;/ บทพูดของสาวใช้ในหนังเรื่อง Yes (2004)&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;**จุดหมายเหตุ Hachi**&lt;br /&gt;ขอบคุณความเห็นของ Buiberry ในตอนที่ 3 ที่เราเขียนไป&lt;br /&gt;เราเองก็คิดถึงเรื่อง 'ขยะ' มาตลอดเหมือนกัน และคำพูดของสาวใช้คนนี้ก็สะกิดใจเราเสมอ นึกถึงทีไรก็ได้แต่ถอนหายใจ คำพูดของเธอชี้ให้เราเห็นว่าโลกนี้นับวันยิ่งมีแต่ฝุ่น ความสกปรก และขยะ&lt;br /&gt;และเหมือนจะตอกย้ำเราว่าตอนที่เรา 'ขนขยะไปทิ้ง' นั้น เราไม่ได้ทิ้งมัน แต่เรากำลัง 'สะสม' มันอยู่ต่างหาก!&lt;br /&gt;ฟังดูน่ากลัวเนอะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116169902034336107?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116169902034336107/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116169902034336107&amp;isPopup=true' title='5 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116169902034336107'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116169902034336107'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/10/blog-post_116169902034336107.html' title='ฝุ่น ที่ถูกเคลื่อนย้าย'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116169199017988144</id><published>2006-10-24T18:25:00.000+07:00</published><updated>2006-10-24T19:13:10.203+07:00</updated><title type='text'>นอนใต้ละอองหนาว - งานชิ้นใหม่ ของปราบดา หยุ่น</title><content type='html'>เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่ามนมา ผมพาตัวเองเข้าไปที่ร้านหนังสือนายอินทร์สาขา ท่าพระจันทร์&lt;br /&gt;เพื่อที่จะขึ้นไปนั่งบนชั้นสามมุมกาแฟ เพื่ออ่านหนังสือ หรือเขียนงานผ่านโน๊ตบุครุ่นล่าสุด (สมุดจด) ตามปกติ&lt;br /&gt;แต่แล้วสายตาก็พลันเห็น หนังสือเล่มผอมบางสีเทา (เล่มหนึ่งจากหลายเล่ม) ที่กำลังโปรโมตอยู่ตรงโต๊ะกลางร้าน&lt;br /&gt;ดูจากอาร์ตเวิร์คแล้ว ผมฟันธงได้ทันทีว่ามันมาจากสำนักพิมพ์ไต้ฝุ่น และที่น่าสนใจกว่านั้นมันคืองานชิ้นใหม่ของ ปราบดา หยุ่น&lt;br /&gt;อีกหนึ่งนักเขียนไทยเพียงไม่กี่คนที่ผมติดตามงานอยู่เป็นระยะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"นอนใต้ละอองหนาว" คือหนังสือเล่มนั้น โดยหน้าปกประกาศตัวเองว่าคือ นวนิยายบันเทิงขนาดสั้น&lt;br /&gt;ผมใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงเศษๆ บนมุมกาแฟในการอ่านนวยิยายบันเทิงความหนา 107 หน้า ราคา 85 บาทเล่มนี้จบลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความรู้สึกแรกเมื่ออ่านจบก็คือ ยังไม่อิ่ม เหมือนกับว่าผมเพิ่งจะกินอาหารรองท้อง เรียกน้ำย่อยไปแล้ว แต่ยังไม่ทันที่เมนคอร์สจะทันได้เสิร์ฟ หน้ากระดาษของ นอนใต้ละอองหนาว ก็หมดลงเสียก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องราวของหนุ่มสาวหน้าตาดี จากทั่วโลกที่แพร่ "อาการ" บางอย่างผ่านการมีเพศสัมพันธ์&lt;br /&gt;นวนิยายเริ่มต้นเรื่องด้วยสาวไทยที่ออกเดินทางไปญี่ปุ่น โดยไม่รู้ว่าเธอไปทำไม ไปเพื่ออะไร แต่เธอรู้ว่าเธอจะไม่ได้กลับไปยังบ้านเกิดอีกแล้ว&lt;br /&gt;เช่นเดียวกับหนุ่มสาวอีกหลายคนจากหลากประเทศที่ออกเดินทางจากถิ่นฐาน ด้วยภาวะที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ ไปยังอีกซีกโลกที่ไม่รู้จัก โดยที่ตนก็ไม่รู้จุดหมายอะไรเลย หากจุดร่วมที่สำคัญของพวกเขาก็คือ การมีเซ็กส์ กับคนในย่านนั้น เพื่อถ่ายทอดสิ่งเร้นลับบางอย่างต่อกัน ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พล็อตของนวนิยายเล่มนี้นับว่าน่าสนใจมาก การเล่าเรื่องที่แบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วนๆ อย่างชัดเจน ผ่านสายตาของตัวละครแต่ละคน สลับไขว้กันไปมา ในรายละเอียดนั้นนวนิยายก็สามารถที่จะสอดแทรกแนวคิดหลักของเรื่องเข้าไปได้อย่างกลมกลืน ระหว่างที่อ่าน นั้นผมสามารถนึกภาพเป็นภาพยนตร์ตามไปได้ตลอดเรื่อง ถ้าบอกว่านี่เป็นพล็อตหนังเรื่องใหม่ที่ปราบดา จะทำร่วมกับเป็นเอก รัตนเรือง ผมก็คงเชื่อสนิทใจ (แต่ความจริงคิดว่าคงไม่ใช่)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในความเห็นส่วนตัวของผม ที่มองนวนิยายเล่มนี้ในฐานะนวนิยาย (ไม่ว่ามันจะสั้นหรือยาวก็ตาม)&lt;br /&gt;ผมกลับสนใจ นอนใต้ละอองหนาว ในเรื่องของ "ไอเดีย" มากกว่าความละเอียด นุ่มนวล หรือเผ็ดร้อน ในเชิงวรรณกรรม ไม่ใช่ว่าคุณปราบกาจะลดหย่อนฝีมือทางด้านภาษาลงไป แต่ผมคิดว่าคุณปราบดาคงจะเลือกรูปแบบที่ชัดเจนแล้วมากกว่าว่าจะต้องการสื่อสารอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ผมกลับเสียดายที่ว่า ไอเดีย ที่ถูกนำเสนอผ่านพล็อตที่หวือหวา และน่าค้นหาติดตามไปจนจบนั้น กลับยังไม่ได้นำพาไปสู่การสัมผัสกับแก่นหลักใจความของเรื่องได้อย่างหนักแน่นนัก เรียกว่าประเด็นหลักที่คุณปราบดามสอดแทรกมาตลอด และ (ผม) หวังว่ามันจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนเพียงพอที่จะอธิบายข้อความสำคัญได้อย่างอิ่มท้องนั้นกลับมลายหายตัวไปเสียเฉยๆ ในช่วงท้าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ต่างจากหิมะที่ละลายเมื่อแดดยามเช้าสาดส่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างนี้ผมจึงได้แต่วกกลับไปอ่าน นอนใต้ละอองหนาว อีกครั้งและอีกครั้ง เพื่อสัมผัสกับเม็ดหิมะที่ร่วงหล่นลงมาอย่างสวยงาม-อย่างเชื่องช้า&lt;br /&gt;โดยไม่อยากจะคิดเลยว่าหิมะเหล่านี้กำลังจะกระแทกตัวสู่พื้นดิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;jeeno บอกเล่า&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116169199017988144?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116169199017988144/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116169199017988144&amp;isPopup=true' title='5 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116169199017988144'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116169199017988144'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/10/blog-post_24.html' title='นอนใต้ละอองหนาว - งานชิ้นใหม่ ของปราบดา หยุ่น'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116164031544268154</id><published>2006-10-24T04:10:00.000+07:00</published><updated>2006-10-24T05:00:05.846+07:00</updated><title type='text'>เธอ ฉัน และ ความทรงจำของวันเก่า</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/por_514.3.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/320/por_514.3.jpg" alt="" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;สงสัยช่วงนี้เหล่าพลพรรคหลายๆคนกำลังมีความรัก อันนี้ก็ไม่ทราบว่าเป็นใครเพราะเวลาถามทีไรทุกคนพร้อมใจที่จะบอกว่ายังเป็นโสด  ก็จะมีเพียงบางคนเท่านั้นที่จะเอ่ยถึงเรื่องนี้ได้อย่างเต็มปากถ้าหากพูดถึง  แต่ไม่ว่าจะความรักในรูปแบบไหนๆ โหด ร้าย เลว ดี  สุดท้ายก็เป็นสิ่งที่ทุกคนตามหามัน ไม่สามารถรับรองได้ว่าทุกคนนั้นจะเจอความรักดีๆและเดินทาง&lt;br /&gt;ไปสู่จุดหมายอันที่สวยงามได้เหมือนกันทุกคนรึเปล่า  ...&lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt; &lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;&lt;br /&gt;ผมเป็นคนหนึ่งที่เคยใฝ่ฝันถึงการมี "ความรัก"จาก"คนที่เรารัก"  เคยวาดฝันไว้อย่างสวยงามตามแบบฉบับ &lt;br /&gt;คิดถึงการมีชีวิตกับใครที่ดีๆสักคนที่อยู่กันจนแก่เฒ่า&lt;br /&gt;และจบเรื่องราวกันอย่างมีความสุข  จะว่าไปแล้วมันเป็นเหมือนเรื่องราวที่ผมมักจะได้พบเจอและรับรู้มาตั้งแต่เด็กๆ&lt;br /&gt;ว่ามันควรจะเป็นเช่นนั้น&lt;br /&gt;จนมาถึงทุกวันนี้ "ความรัก" ที่ผมได้พบเจอเรียนรู้กับมันนั้น  ช่างต่างกันเหลือเกินกับสิ่งที่ผมเคยคิดมาตั้งแต่ตอนยังเด็ก  แต่นั่นก็ไม่ได้เลวร้ายจนกระทั่งทำให้รู้สึกหมดศรัทธากับ "ความรัก"ไปได้เลย  ผมเคยลองมานั่งนึกกะเพื่อนๆและคิดดูว่า&lt;br /&gt;ผมเริ่มมีความรู้สึกที่จะไปรักไปชอบคนอื่นตั้งแต่เมื่อไหร่&lt;br /&gt;รู้เพียงแต่ว่าเรื่องราวของผมถ้าจะปั้นเป็นนิยายน้ำเน่าสักเรื่องก็น่าจะพอไหว  และเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้คือเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในช่วงชีวิตหนึ่งของผม&lt;br /&gt;(แต่บอกชื่อคนที่อยู่ในเหตุการณ์จริงๆไม่ได้ทั้งหมดหรอกนะครับ...อิอิ)&lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);" align="center"&gt; &lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);" align="center"&gt; &lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt; &lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ณ...โรงเรียนประจำจังหวัดแห่งหนึ่ง  พ.ศ.2538&lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt; &lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;&lt;br /&gt;ผมสอบเข้าเรียนที่โรงเรียนนี้ได้นับว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง&lt;br /&gt;ที่อยู่ในความทรงจำที่ดีในอันดับต้นๆของตัวเอง&lt;br /&gt;เพราะใครๆต่างก็อยากที่จะเข้ามาเรียนที่นี่&lt;br /&gt;แต่การที่ได้เข้ามานั้นผมไม่คิดมาก่อนว่าโรงเรียนแห่งนี้&lt;br /&gt;จะทำให้ผมนั้นได้เรียนรู้ประสบการณ์อะไรมากมายที่นอกเหนือจากชีวิตนักเรียน  &lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt; &lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;ห้องเรียนภาษาอังกฤษ 231&lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;วันจันทร์ 8.30 น.&lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;ม.1/5&lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;เทอม 1&lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt; &lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;&lt;br /&gt;ห้องเรียนที่เต็มไปด้วยเสียงพูดคุยกันเซ็งแซ่ดังไปหมดทั่วทุกโต๊ะ  ความตื่นเต้นของเด็กมัธยมในวันแรกกับการที่ได้มาเจออะไรใหม่ๆเต็มไปหมด&lt;br /&gt;เพื่อนหน้าใหม่ที่ไม่คุ้นเคย ห้องเรียนของเด็กมัธยม  มันข่างเป็นอะไรที่ตื่นเต้นซะจริงๆ&lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;ต้วผมเองในตอนนั้น  ก็ค่อนข้างที่จะดูเรียบร้อยในสายตาคนอื่นๆ  แต่สำหรับตัวผมเองไม่ได้คิดว่าที่จริงนั้นตัวเองไม่ได้เรียบร้อยสักเท่าไหร่นัก  จะเรียบร้อยก็แล้วแต่สถานการณ์มากกว่า  อันที่จริงก็คงเหมือนเด็กผู้ชายคนอื่นๆทั่วไป &lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt; &lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;&lt;br /&gt;"สวัสดีค่ะ ยินดีกับนักเรียนชั้น  ม.1/5ทุกคนด้วยนะคะที่สามารถสอบเข้ามาเรียนที่นี่ได้&lt;br /&gt;และครูหวังว่าทุกคนคงจะได้รู้จักกันกับเพื่อนๆใหม่กันบ้างแล้ว"&lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt; &lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;&lt;br /&gt;อาจารย์สาวใหญ่วัยกลางคนที่ใส่แว่นกำลังยืนพูดอยู่ที่หน้าห้องเรียนภาษาอังกฤษ  หน้าตาของเธอดูใจดีไม่ไม่รู้ว่าจะดีจริงเหมือนที่ชั้นรู้สึกรึเปล่า  ขณะนั้นเธอก็เริ่มเปิดแฟ้มและนำเอกสารที่พิมพ์ด้วยกระดาษโรเนียวออกมาอ่าน &lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt; &lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;&lt;br /&gt;"เดี๋ยวครูจะขอเช็คชื่อ  ดูหน้าตากันหน่อยนะคะว่า ชื่ออะไร หน้าตายังไงกันบ้าง" ว่าแล้วเธอก็เริ่มขานชื่อไปเรื่อยๆ  ผมก็ได้แต่มองตามไปเรื่อยๆจนกระทั่ง&lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;"เลขที่ 25 นาย..." อาจารย์เงยหน้า  ละสายตาจากแผ่นกระดาษขึ้นมามอง&lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;"มาครับ" หนุ่มวัยรุ่นหน้าตาสะอาดสะอ้าน เขายกมือขานรับเธออย่างฉาดฉาน  ในขณะนั้นสายตาก็ผมก็มองไปที่เขาเหมือนคนอื่นๆ เพราะเขาก็นั่งโต๊ะข้างๆ ใกล้ๆกัน  &lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt; &lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;&lt;br /&gt;ใช่แล้วครับ คุณไม่ได้เข้าใจผิดหรอก  เพียงแต่ผมไม่ได้บอกตั้งแต่แรกเท่านั้นเอง  โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนชายประจำจังหวัด ที่จะมีเฉพาะนักเรียนชายในชั้นมัธยมต้น  แต่ในชั้นม.ปลายก็จะมีนักเรียนหญิงบ้างเล็กน้อย&lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt; &lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;&lt;br /&gt;"นามสกุลนี้ เธอเป็นอะไรกับคุณ...  เจ้าของโรงเรียนเอกชน...จ๊ะ" ครูเริ่มสนใจเขาจากนามสกุล&lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;"เป็นหลานครับ"  เขาตอบอย่างชัดเจนอีกครั้ง&lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;"อ๋อเหรอ..."ครูพยักหน้าค่อยๆแล้วก้มลงอ่านเลขที่ต่อไปเรื่อยๆจนมาถึง&lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;"เลขที่ 29 นาย..."&lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;"มาครับ" ผมยกมือขานรับเธอ  เธอเงยหน้าขึ้นมามองผมและยิ้มพร้อมกับเพื่อนๆอีก 50 ชีวิต ที่กำลังมองด้วยใบหน้านิ่งๆอีกเช่นกัน &lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;"คุณป้าเธอฝากครูมาดูแลด้วยนะ"  เธอคุยกับผมอย่างเป็นพิเศษ  คาดว่าเธอจะรู้เรื่องราวของผมมาก่อนหน้าแล้ว &lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;"ครับ" ผมตอบพร้อมกับอาการอายๆ  เพราะไม่ค่อยอยากให้ใครมองเป็นอภิสิทธิ์ชน  ที่มีคุณป้าเป็นอาจารย์ที่โรงเรียนแห่งนี้เหมือนกัน&lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt; &lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;&lt;br /&gt;เธอขานชื่อนักเรียนไปเรื่อยๆจนครบทั้ง  50 กว่าคนและพูดคุย  แนะนำเรื่องราวต่างๆภายในโรงเรียนจนกระทั่งหมดชั่วโมง&lt;br /&gt;และปล่อยพวกเราเก็บของไปเรียนในวิชาอื่นๆ &lt;br /&gt;ระหว่างทางพวกเราก็เริ่มแบ่งกันเป็นกลุ่มๆ  แบ่งตามโหงวเฮ้งที่คาดว่าพอที่น่าจะคุยกันรู้เรื่องก็จะมานั่งใกล้ๆกัน  ทุกคนต่างก็แนะนำตัวเองและบอกว่ามาจากที่ไหนกันบ้าง  ผมตั้งใจฟังเป็นอย่างดีเพราะกลัวจะจำชื่อเพื่อนไม่ได้จนใกล้จะครบคนสุดท้าย&lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt; &lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;&lt;br /&gt;"สวัสดี เราชื่อนัท  มาจากโรงเรียน..."&lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;ระหว่างที่เขาแนะนำตัวเองนั้น  ผมก็ได้สังเกตว่าเขาเป็นคนที่หน้าตาดีในระดับหนึ่ง บุคลิกดูคล่องแคล่ว  หน้าตาสะอาดสะอ้าน ตัวสูงประมาณ 170 กว่าได้สัดส่วนพอดี รอยยิ้มของเขาคล้ายๆกับ เจ  เจตริน นักร้องขวัญใจของใครหลายๆคน  นี่เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งเท่านั้นที่ผมเห็นในเด็กผู้ชายคนนี้  แต่ความรู้สึกผมในตอนนั้นก็คิดว่าน่าจะเป็นคนที่คุยกันได้ไม่เรื่องมากและเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้  &lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt; &lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;&lt;br /&gt;วันเวลาทำให้ผมได้รู้ว่านัทเป็นคนที่อัธยาศัยดี  เลยมีเพื่อนเยอะแยะมากมาย ผมเพิ่งจะรู้ว่าเขายังเป็นนักฟุตบอลอีกด้วย  เพื่อนคนอื่นๆก็มาเล่าให้ผมฟังว่า นัทเป็นคนที่ฮอตมาตั้งแต่โรงเรียนเดิมแล้ว  มีสาวๆมาชอบมากมาย&lt;br /&gt;ผมก็ได้แต่นั่งฟังและคิดว่าไม่ใช่เรื่องแปลกหรอก&lt;br /&gt;ก็คาแร็กเตอร์อย่างกับพระเอกการ์ตูนญี่ปุ่นขนาดนั้น&lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt; &lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;&lt;br /&gt;เวลาชีวิตของนักเรียนมัธยมเริ่มต้นขึ้น ในห้องเรียนวิชาต่างๆก็จะมีการแบ่งกลุ่มเพื่อทำรายงาน  เนื่องจากพวกเราเป็นเด็กใหม่ในโรงเรียนนี้  การแบ่งกลุ่มทำงานก็นับว่าจะเป็นปัญหาอีกอันหนึ่ง  เพราะไม่รู้ว่าจะเลือกอยู่กับเพื่อนคนไหนดี  อาจารย์แต่ละท่านเลยตัดสินใจที่จะแบ่งกลุ่มให้เลยตามเลขที่  และด้วยความบังเอิญหรืออะไรก็ตามแต่  บ่อยครั้งที่ผมและนัทมักจะได้อยู่กลุ่มเดียวกันเสมอ แต่ผมก็ยังไม่ได้สนิทอะไรกับนัทมาก  เพราะวิถีชีวิตของเราสองคนค่อนข้างที่จะต่างกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยความที่นัทเป็นคนที่ไม่ค่อยถือสาอะไรนี้เอง แกล้งอะไรหรือล้ออะไรนัทก็ไม่เคยโกรธ นัทจึงเป็นที่รักของเพื่อนๆหลายคน บ่อยครั้งที่ทำให้เขาถูกเพื่อนคนอื่นๆ&lt;br /&gt;ล้อจับคู่ให้กับเพื่อนสาวในห้องเดียวกันอยู่เสมอ  ส่วนตัวผมเองก็ได้แต่คอยผสมโรงกับคนอื่นๆไปด้วยเพราะไม่ได้คิดอะไร&lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt; &lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;&lt;br /&gt;"แหม...ได้ข่าวว่าเดินกลับบ้านกับบอล  2 คนเหรอ นั่นแน๊ !!! " &lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;ผมแกล้งแซวชายเหมือนที่คนอื่นๆแซวกัน  เขาก็ได้แต่ยิ้มๆไม่พูดอะไร แต่คนที่หันมาตอบโต้กลับเป็น  เพื่อนสาวที่เราชอบเรียกว่าอีบอล&lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;"จะบ้าเหรอ เดี๋ยวเหอะ จะโดนตบ"  บอลเพื่อนสาวตัวโต หน้าขาววอกด้วยแป้งมิสทีน ราคา 69 บาท  เริ่มโต้กลับด้วยถ้อยคำที่ออกมาจากการจีบปากจีบคอ&lt;br /&gt;เหมือนเธอเป็นสาวน้อยร่างยักษ์ใสซื่อที่โดนใส่ร้าย&lt;br /&gt;&lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt; &lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;&lt;br /&gt;พวกเราเป็นอันรู้กันดีว่าแกล้งนัทเล่นๆ  ต่างคนต่างไม่ได้คิดอะไร&lt;br /&gt;เราใช้ชีวิตของนักเรียนม.ต้นเป็นอย่างงี้ไปเรื่อยๆได้ไม่นานเท่าไหร่&lt;br /&gt;เวลาที่เพิ่งจะเหมือนเปิดเทอมเมื่อวานนี้เองก็หมดไป&lt;br /&gt;วันสุดท้ายของการสอบเทอมแรกก็มาถึง โรงเรียนจะต้องปิดเทอม  ที่พวกเรามักจะเรียกกันติดปากว่าปิดเทอมเล็กในเดือนตุลาคม  ที่เรียกกันอย่างงี้&lt;br /&gt;ก็้เพราะมันปิดเรียนเพียงแค่ 20 กว่าวันเท่านั้นเอง  ถึงอย่างไรก็ตามมันก็ยังทำให้เด็กมัธยมสุดขี้เกียจได้มีเวลาพักผ่อนบ้าง&lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt; &lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;&lt;br /&gt;ผมนั่งรถผ่านหน้าโรงเรียนที่ปกติเวลานี้จะต้องพบเห็นนักเรียนเดินกันขวักไขว่  แต่ในวันสุดท้ายของการสอบแบบนี้มันก็มีแค่บางชั้นเท่านั้นที่ยังคงสอบอยู่  จึงไม่แปลกที่จะเห็นคนเดินอยู่หน้าโรงเรียนเพียงน้อยนิด&lt;br /&gt;ผมมองจนสุดสายตาและหันหน้ากลับมาหน้ารถ&lt;br /&gt;ในใจผมตอนนั้นก็ได้แต่คิดถึงเรื่องว่าจะทำอะไรดีในวันหยุด  เพื่อนคนอื่นๆก็คงกำลังวางแผนทำกิจกรรมเหมือนกับผม&lt;br /&gt;นั่นก็รวมถึง"นัท"เพื่อนผมคนนั้นอีกคน&lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt; &lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt; &lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);" align="right"&gt; &lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);" align="center"&gt;                                                                                                        &lt;strong&gt;Based  on true story...&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt; &lt;div style="font-family: courier new; color: rgb(0, 0, 0);"&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 0);font-family:Courier New;" &gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116164031544268154?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116164031544268154/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116164031544268154&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116164031544268154'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116164031544268154'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/10/blog-post_23.html' title='เธอ ฉัน และ ความทรงจำของวันเก่า'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116157944300065950</id><published>2006-10-23T11:42:00.000+07:00</published><updated>2006-10-23T11:57:23.010+07:00</updated><title type='text'>« iPod และ อังลี «</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/020.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/320/020.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;. . .   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;23 ตุลาคม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; วันนี้ในปี ค.ศ. 2001 นับเป็นวันที่ประวัติศาสตร์การฟังเพลงของมนุษยชาติถูกเปลี่ยนแปลง ด้วยเครื่องเล่นเอ็มพีสามที่มีชื่อว่า iPod จากการค้นคิดพัฒนาโดยบริษัทแอปเปิลคอมพิวเตอร์ นำโดยกัปตันทีมที่ชื่อ สตีฟ จ็อบส์ และผู้ออกแบบคู่ใจโจนาธาน อีฟ&lt;br /&gt; คุณสมบัติของเครื่องเล่นเอ็มพีสามชนิดนี้ ที่สตีฟ จ็อบส์ แนะนำให้ทุกคนรู้จักในวันนี้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว&lt;br /&gt;คือ เครื่องฟังเพลงขนาดพกพาที่สามารถจุเพลงได้เป็นพันเพลงในเครื่องเดียว สิ่งที่ออกจากปากของสตีฟ จ็อบส์ในวันนั้น ก็คือ การชักธงท้ารบกับโซนี่วอล์คแมนแบรนด์ที่ยึดครองตลาดการฟังเพลงแบบพกพกมาตั้งแต่ปี 1981 หรือ 20 ปีมาแล้ว&lt;br /&gt; แต่เหมือนกับสตีฟ จ็อปส์จะได้แต้มต่อโซนี่ตรงที่&lt;br /&gt;ช่วงเวลาที่เขาทำคลอดไอพ็อดให้ลืมตาดูโลกนั้นเป็นช่วงเวลาที่คนทั่วโลกเริ่มตื่นตัวกับกระแสการดาวน์โหลดไฟล์เพลงเอ็มพีสามผ่านอินเตอร์เน็ตพอดิบพอดี&lt;br /&gt;  iPod ใช้เวลาแนะนำตัวอยู่ไม่กี่เดือน มันก็กลายเป็นนวัตกรรมที่ได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขว้าง ว่าเจ้าสิ่งนี้จะทำให้โลกเข้าสู่ยุคที่ซีดีไม่ได้มีความสำคัญ ไม่ได้เป็นสื่อหลักในการฟังเพลง&lt;br /&gt; ด้วยสร้างแรงสั่นสะเทือนหลายริกเตอร์ ด้วยความจุ&lt;br /&gt;จุถึง 10 กิกะไบต์เสมือนเป็นฮาร์ดดิสก์เคลื่อนสามารถจุเพลงได้มากกว่า 3,000 เพลง&lt;br /&gt;iPod ออกวางจำหน่ายชนิดไม่เกรงใจหน้าตาคู่แข่ง &lt;br /&gt;ด้วยรูปลักษณ์ที่มีรสนิยมตามสไตล์  &lt;br /&gt;ไม่กี่เดือนต่อมา สตีฟ จ็อบส์ ตอกย้ำผู้คนที่ดูแคลนเขาอีกครั้งว่า ใครกัน จะพกพาเพลงเป็นพันๆ เพลงบนถนน&lt;br /&gt;เขาจึงแก้เกมส์ด้วยการทำให้สินค้าชนิดนี้แมสที่สุดเท่าที่เทคโนโลยีจะทำได้ นั่นก็คือ ทำให้มันสามารถรันบนระบบปฏิบัติการณ์วินโดร์วคอมพิวเตอร์พีซีได้&lt;br /&gt;ตามติดมาด้วยการเปิดตัวโปรแกรม iTunes โปรแกรมเพื่อการดาวน์โหลดซื้อหาไฟล์เพลงทางอินเตอร์เน็ตแบบถูกกฎหมาย&lt;br /&gt;ที่ราคาเพลงละ 99 เซ็นต์ &lt;br /&gt;ในเวลาเพียงแค่ 2 ไตรมาสแรกของปี 2002 ที่ iPod วางจำหน่ายในอเมริกามันก็ดึงให้สถานการณ์ทางการเงินของแอปเปิลพลิกฟื้นคืนสภาพ เสริมให้อาณาจักรแอปเปิลแข็งแกร่งขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รายงานล่่าสุดต้นเดืิอนตุลาคม 2006 บอกกับชาวโลกว่าขณะนี้&lt;br /&gt;iPod ทำยอดได้ทะลุ 60 ล้านคนเรียบร้อยแล้วโรงเรียนแอปเปิ้ลแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;. . . &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/xin_4403030612592321841312.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/320/xin_4403030612592321841312.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; มากันที่วันนี้ในปี ค.ศ. 1954 วันนี้ คือ วันเกิดของผู้กำกับชาวไต้หวั่นคนแรกที่ได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเวทีประกาศผลรางวัลอะเคเดมี่อวอร์ด หรือ ออสการ์ปี 2006 จากภาพยนตร์เรื่อง Brokeback Mountain เขาคนนั้นก็คือ อังลี หรือชื่อภาษาจีนว่า หลี่อัน  &lt;br /&gt; อังลี ชายผู้มีความฝันในวัยเด็กว่าอยากเป็นจิตรกรและเภสัชกร เพื่อใช้สองสิ่งนี้เยียวยาผู้คนทั้งด้านร่างกายและจิตใจ &lt;br /&gt; แต่เมื่อโตขึ้นหลีอัน ก็ยังไม่ทิ้งความฝันเดิม แต่เขาเลือกที่จะเป็นผู้กำกับภาพยนตร์แทน เส้นทางไดเร็คเตอร์ของเขาเริ่มจากมหาวิทยาลัยในไต้หวั่น จากนั้นอังลีก็ลัดฟ้าไปเรียนต่อด้านภาพยนตร์ที่นิวยอร์กยูนิเวอร์ซิตี้ ตอนเรียนอังลี มีเพื่อนร่วมรุ่นชื่อ สไป ลี  &lt;br /&gt;สอง “ลี” ที่สิบปีให้หลังได้กลายเป็นผู้กำกับที่ทรงอิทธิพลอของโลก  ลี แรก สไป ลี มุ่งเข็มไปทำหนังอาร์ท มิวสิควิดีโอ ตลอดจนหนังโฆษณาที่ได้รับบึ๊กเนมในเวลาไม่นาน&lt;br /&gt;ส่วน ลี สอง อังลี เริ่มต้นกำกับหนังเล็กๆ ไปๆ มาๆ อยู่ 2 ประเทศระหว่างไต้หวั่นกับอเมริกา &lt;br /&gt;สำหรับที่ไต้หวั่นแล้ว ภาพยนตร์ที่สร้างชื่อให้เขาก็คือ &lt;br /&gt;Eat Drink Man Woman หนังว่าด้วยอาหารและผู้หญิง คนที่เคยดูหนังเรื่องนี้บอกว่่าได้คำเดียวว่าไม่มีวันลืม ด้วยเหตุผลอะไรก็ต้องไปถามเขาเอง  ส่วนที่ฮอลลีวู้ดภาพยนตร์ที่สร้างชื่อเสียงขวักมือให้สืื่อเมืองลุงแซมจับตาผู้กำกับหน้าใหม่จากไต้หวั่นคนนี้ก็คือ หนังเกย์อินดี้เรื่อง The Wedding Banquet  &lt;br /&gt; หลังจากนั้นอังลีก็ทำหนังดีๆ ออกมาหลายเรื่องซึ่งได้กล่องมากกว่าเงิน&lt;br /&gt;  แต่ถ้าถามว่าหนังเรื่องไหน คือ หนังที่สร้างจุดเปลี่ยนในสายอาชีพของ อังลี คำตอบที่พอเอาไปเมาท์กับเขาได้สนุกปาก ก็คือ Crouching Tiger, Hidden Dragon ที่อังลี ได้ทำให้หนังกำลังภายในมาบรรจบกับโปรดักชั่นแบบฮอลลีวู้ด&lt;br /&gt; ภาพชายยืนบนกิ่งหลิวหรือวิชาตัวเบาที่เดินบนผิวน้ำกลายเป็นของแปลกตา ผู้ชมในโลกตะวันตก พร้อมกับวลีกระบี่ที่คมที่สุดอยู่ที่ใจ ที่ออกจากปากจอมยุทธ&lt;br /&gt;ที่มีนามว่า โจวเหวินฟะ&lt;br /&gt; ชีวิตในวัย 50 ปีของอังลี ในฐานะผู้กำกับดูเหมือนว่าเขายังฝังใจกับหนังเกย์ที่สร้างเมื่อสองทศวรรษก่อน เขาจึงกลับมาสานต่อเรื่องรักที่เป็นไปไม่ได้ของคาวบอยหนุ่มสองคน ในชื่อ โปรเจกต์  &lt;br /&gt;Brokeback Mountain หนังที่สวยงามไปด้วยทัศนียภาพของภูเขา ลำน้ำ และโศกนาฏกรรมความรักของแจ็คและแอนนิส &lt;br /&gt;  ทั้งหมดนั้นก็เพียงพอที่จะพาเขาไปถึงเวทีออสการ์ ในฐานะผู้กำกับยอดเยี่ยมคนล่าสุดของวงการที่เป็นชาวเอเชีย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;word by buiberry&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116157944300065950?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116157944300065950/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116157944300065950&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116157944300065950'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116157944300065950'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/10/ipod.html' title='« iPod และ อังลี «'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116157933142460325</id><published>2006-10-23T11:04:00.000+07:00</published><updated>2006-10-23T11:58:21.496+07:00</updated><title type='text'>Sleepless Coffee</title><content type='html'>เป็นเพราะกาแฟแก้วนั้นหรือเพราะคิดถึงคุณกันนะ…ที่ทำให้ผมนอนไม่หลับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีสองแล้ว แต่ผมยังตาสว่างอยู่ เพื่อนในลิสต์ MSN แยกย้ายสลายตัวกันไปนอนจนเหลืออยู่ไม่กี่คน และในจำนวนไม่กี่คนนั้นก็เป็นคนที่ผมไม่ค่อยได้คุยซะด้วยสิ ถึงแม้ว่าในโลกออนไลน์จะเปิดโอกาสให้เราสามารถ Delete Contact ได้ง่ายๆ แต่เอาเข้าจริงการจะลบใครออกจาก MSN ก็เป็นเรื่องยากและโหดร้ายสำหรับผม พอๆกับความสัมพันธ์ในโลกออฟไลน์นั่นแหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมมักเป็นแบบนี้เสมอ แม้ว่าที่คนที่ผมรักจะออฟไลน์ไปแล้ว แต่หน้าต่างบทสนทนาของเราจะยังคงเปิดค้างไว้อย่างเดิม ให้ผมได้อ่านถ้อยคำที่เราเพิ่งคุยกันซ้ำไปซ้ำมาจนขึ้นใจ พลางดูรูปของคุณจนติดตา เขาบอกว่าการที่เราฝันเป็นเพราะเราคิดถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งซ้ำๆ ผมทำแบบนี้ก็เผื่อว่าคืนนี้ผมจะได้ฝันถึงคุณ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่จนถึงตอนนี้ผมก็ยังนอนไม่หลับสักที มันจะเหลือเวลาอีกสักเท่าไรกันนะให้ผมฝันถึงคุณ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณเคยบอกผมว่า การนอนที่สบายไม่ควรหลับแล้วฝัน คุณถึงไม่ยอมให้ผมลาคุณด้วยคำว่า “หลับฝันดีนะ” แต่ “หลับให้สบาย” ก็ฟังดูเหมือนบอกลาคนตายไปหน่อย และ “หวัดดี” ก็ห้วนและง่ายเกินไปหน่อย ขำตัวเองทุกทีเวลาต้องลาคุณ ไม่รู้จะลาด้วยคำไหนดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ใช่เพราะเลือกคำไม่ถูกหรอก แต่เป็นเพราะแอบเสียดาย ไม่อยากให้คุณไปมากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมพยายามหาเพลงมาฟังเผื่อจะกล่อมตัวเองให้ง่วงขึ้นมาบ้าง แต่ดันไปฟังเพลงที่ทำให้คิดถึงคุณมากกว่าเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;em&gt;“ยังคิดถึงวันที่ผ่าน วันที่มีแต่เรา แต่วันนี้มันว่างเปล่า เหงาจับใจ คิดถึงเธอรู้ไหม...คิดถึงเธอทุกทีที่อยู่คนเดียว&lt;/em&gt;”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;ถ้า “คิดถึงเธอทุกทีที่อยู่คนเดียว” คุณคงรู้นะว่าผมคิดถึงคุณมากแค่ไหน เพราะบังเอิญผมอยู่คนเดียวบ่อยๆซะด้วยสิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปกติผมไม่ชอบดื่มกาแฟเท่าไร ถึงกลิ่นจะหอมน่าดม แต่รสขมของมันทำเอาผมไม่อยากกลืน แต่การคิดถึงใครบางคนที่ไม่รักกัน รสของมันขมขื่น แต่ผมกลับกลืนมันลงไปได้อย่างรื่นรมย์ รสขมของกาแฟอาจเจือจางด้วยนมและน้ำตาลสักก้อนสองก้อน แต่รสขมของความรักอาจต้องล้างด้วยน้ำตาแทน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รสขมของกาแฟจางหายไปจากลิ้นของผมนานแล้ว แต่รสหวานของความรักครั้งนั้นยังอยู่ ไม่เคยจางหายไปจากใจของผมเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้มันจะแทรกด้วยความขมขื่นก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;Sleepless Toffy&lt;/em&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116157933142460325?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116157933142460325/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116157933142460325&amp;isPopup=true' title='5 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116157933142460325'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116157933142460325'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/10/sleepless-coffee.html' title='Sleepless Coffee'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116153347699292982</id><published>2006-10-22T22:56:00.000+07:00</published><updated>2006-10-22T23:11:17.036+07:00</updated><title type='text'>“บ้านริมทะเล"</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4515/2039/1600/49_p3.2.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4515/2039/320/49_p3.1.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;. . .&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“บ้านริมทะเล" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;*ตัวละครและเรื่องราวต่อไปนี้ คือ เรื่องที่เกิดขึ้นจากจินตนาการและความเพ้อฝันของผมเองหลังจากได้ชมภาพยนตร์รักกับผู้หญิงคนหนึ่งและได้ฟังบางคำพูดจากเธอในวันนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ตอนที่ภาพยนตร์ il mare เข้าฉายในบ้านเรา เวลานั้นผมเพิ่งเรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่งที่่ ม.รังสิต ผมเร่งวันเร่งคืนให้หนังเรื่องนี้ เข้าโรงไวๆ เพราะผมมีนัดกับผู้หญิงคนหนึ่งเพื่อไปดูหนังเรื่องนี้ด้วยกัน เธอชื่อว่า “กุ๊กไก่” เป็นรุ่นพี่ที่คณะนิเทศฯเย็นวันนั้นผมตื่นเต้นมากที่จะได้ดูหนังเรื่องนี้ที่เมเจอร์รัชโยธินกับเธอสองคน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;il mare จึงเป็นหนังรักเรื่องแรกที่ได้ดูกับผู้หญิงคนที่แอบหวังใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่ากุ๊กไก่จะเป็นรุ่นพี่ผม เธออยู่ปี 4 อายุเราห่างกัน 3 ปี  แต่เธอก็ทำให้ผมเป็นเอามาก อย่างเช่น วันหนึ่งเราไปงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติกัน แล้ววันนั้นฝนตกหนัก รถติดอยู่บนถนนที่ไหนสักที่ในกรุงเทพฯ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างที่เราอยู่ในรถนั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมถามเธอว่า “พี่กุ๊กไก่ชอบฤดูไหนที่สุดเหรอ ?” &lt;br /&gt;ผมยังจำภาพนั้นได้ดี เธอเอาคางไปเท้าพวงมาลัยแล้วมองไปยังที่ปัดน้ำฝนซึ่งแกว่งไกวไปมาแล้วตอบผมว่า  &lt;br /&gt;“เราชอบฤดูฝนแหล่ะ...บุ๊ย มันหมายถึงการเริ่มต้นใหม่”&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;เพียงแค่ประโยคสั้นๆ เท่านี้เองที่ทำให้ผมตกหลุมรักผู้หญิงคนนี้อย่างจัง&lt;br /&gt;เวลาช่วงสั้นๆ ต่อมา ก่อนที่กุ๊กไก่จะเรียนจบแล้วไปเรียนต่อที่นิวซีแลนด์ เราทั้งคู่ได้รับอิทธิพลจากหนังเรื่อง il mare จึงลงมือเขียนจดหมายและโปสการ์ดติดต่อกันอย่างสนุก ทั้งที่ทุกวันเราก็ต้องผ่านที่พักของแต่ละคนที่มองเห็นกันอยู่&lt;br /&gt;แต่อารมณ์ของการเขียนและรอคอยจดหมายจากคนที่เราคิดถึงมันวิเศษมากๆ ผมตื่นเต้นทุกครั้งที่เห็นซองจดหมายและลายมือเธอ ผมประณีตแกะมันอย่างช้าๆ ทุกครั้งที่ได้รับจดหมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวละครของเราสองคน ดำเนินความรักในหน้าจดหมาย&lt;br /&gt;อย่างโรแมนติก แต่ทว่าโลกของความจริงไม่มีใครรู้ว่าเราคบกัน ผมและเธอได้แต่เขียนจดหมายไปมาถึงกันทุกวันคล้ายไดอารี่ เป็นอยู่อย่างนั้นอยู่ 1 เทมอ จนเธอเรียนจบ ความรู้สึกนั้นมันช่างอบอุ่นแสนจะผูกพันที่ความสัมพันธ์ของคนสองคนค่อยๆ ถักทอบนหน้ากระดาษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเอาเรื่องอะไรไม่รู้ตั้งมากตั้งมายเขียนถึงกุ๊กไก่อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และกุ๊กไก่เองก็เปิดตัวเองให้ผมรู้จักเธอในจดหมาย ในพื้นที่สี่เหลี่ยมนั้นเราคุยกันเหมือนคนที่รู้จักกันมานาน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่แล้ววันหนึ่ง,&lt;br /&gt;ด้วยเหตุผลที่เธอต้องไปเรียนต่อต่างประเทศ วันหนึ่งเธอก็หายไปจากชีวิตผมครับ จดหมายที่เคยมีสม่ำเสมอก็เลือนหายไปในที่สุด จากฉบับสุดท้ายที่ได้รับก็ไม่มีฉบับใหม่มาอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพลง Must Say Good Bye ที่เป็นซาวนด์แทร็คหนังเรื่องอิลมาเร่ ก็ได้กลายเป็นเพลงประกอบชีวิตผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมพยายามสอบถามรุ่นพี่หลายคนเพื่อเสาะหาที่อยู่ของเธอที่นิวซีแลนด์&lt;br /&gt;ถึงขั้นว่าเสิร์จหาในกูเกิลว่าโรงเรียนที่เธอไปเรียนภาษา ที่อยู่คือโรงเรียนอะไร&lt;br /&gt;เพราะรุ่นพี่ บอกว่าเธอเรียนอยู่ที่โรงเรียนนี้ เมืองนี้ แต่ก็ไม่ชัวร์ว่าใช่รึเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และแม้ไม่รู้ว่าจดหมายจะถึงมือผู้รับไหม แต่ผมก็ลงมือเขียนความห่วงใยลงไปในกระดาษเหมือนเดิม ด้วยความหวังว่ามันจะถึงมือเธอในสักวัน ตลอดเวลาตอนนั้นผมได้แต่คิดถึงกุ๊กไก่ ผมไม่เคยลืมวันเกิดของเธอ ไม่เคยลืมว่าเธอชอบอะไร  ผมรู้ว่าเธอชอบกินบ๊วยเค็มที่เมืองนอกคงไม่มีขาย ผมจึงแพ็คบ๊วยเค็มส่งไปให้ในวันเกิด ที่โรงเรียนนั้นคงงงๆ ว่าทำไมมีของอะไรไม่รู้จากเมืองไทยส่งมาที่นี่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนั้นผมไม่มีใคร ไม่ได้สนใจใคร ใช้ชีวิตไปวันๆ กลับห้องก็ฟังเพลงเดิมๆ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนวันหนึ่ง, เวลาผ่านไปเกือบปีผมก็ได้รับ Postcard จากกุ๊กไก่ ผมดีใจมากชนิิดที่บอกไม่ถูกว่ามันดีใจแค่ไหน &lt;br /&gt;นั่นแสดงว่าความพยายามของเราป็นผลแล้ว จดหมายที่ผมเขียนจนแล้วจนแล้วมันถูกส่งไปถูกโรงเรียนจริงๆ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;กุ๊กไก่เขียนมาว่าขอโทษและยังห่วงใยผมเสมอ เธอยังจดจำทุกๆ อย่าง เรื่องของเรา วันที่ได้รู้จักกัน เวลาที่คนสองคนรู้จักกัน ผมอ่านไปน้ำตาไหลไป ที่สำคัญเธอเอาจดหมายที่ผมเขียนถึงเธอหลายสิบฉบับไปที่โน่นด้วย เธอเอาไว้อ่านเวลาเหงาๆ คิดถึงเมืองไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กุ๊กไก่บอกว่าที่เธอต้องตอบจดหมายผม เพราะว่าทนใจแข็งไม่ได้ เมื่ออ่านเรื่องที่ผมบอกเธอว่าผมยังฟังเพลงเดิมๆ ทุกวัน อ่านจดหมายเดิมๆ ของเรา  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเก็บโปสการ์ดใบนั้นไว้กับตัว เปิดอ่านตลอดเวลาที่มีโอกาสจนมันยับยู้ยี่  แล้วก็คิดกับตัวเองว่าจะตอบกลับไปยังไงดี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และแล้วผมก็ต้องตัดใจ เพราะคิดว่าเธอนั้นได้อยู่ ได้ทำ&lt;br /&gt;ในสิ่งที่เธอฝันแล้ว เรื่องของผมและอดีตของเราจะรบกวนสภาวะของเธอเปล่าๆ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมจึงแกล้งตอบเธอกลับไปว่า ผมมีความสุขดีและรู้ว่าเรื่องของเราคงเป็นไปไม่ได้แล้ว  เพราะว่าถ้าอีกฝ่ายเป็นทุกข์เพราะเห็นเราทุกข์ เราน่าจะลืมๆ กันไปซะ !&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลานั้น ผมเศร้าโคตร ที่ต้องตอบเธอไปอย่างนั้น เพราะจริงๆ ผมไม่ได้คิดอย่างนั้นสักหน่อย  ผมปรึกษาเพื่อนที่เคยไปเมืองนอกอยู่ทุกวัน ว่าต้องทำยังไงบ้าง ถึงไปเมืองนอกได้ ต้องมีเงินเท่าไหร่ เคยคิดจะเก็บเงินให้มากพอแล้วบินไปหาเธอที่โน่นด้วยซ้ำ &lt;br /&gt;แต่อีกด้านหนึ่งก็ได้แต่ถอนหายใจว่าชีวิตนี้เราคงไม่ได้เจอกันอีก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4515/2039/1600/49_p2.0.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4515/2039/320/49_p2.0.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;. . . &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บ่อยครั้งเหลือเกินที่ชีวิตคนเราเป็นดังนิยายหรือหนังบางเเรื่องที่เราเคยอ่านเคยดูแม้เราก็ไม่ได้เลือกหรือไม่ได้ตั้งใจให้เป็นอย่างนั้นแต่มันก็เป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากหนึ่งปีก็เป็นสองปีจากสองปีก็เป็นสามปี แจ็คเพื่อนผมคอยปลอบใจและบอกว่า “กุ๊กไก่เองเค้าก็มีทางเดินที่เค้าเลือก มึงเองก็มีทางเดินของมึง ป่านนี้เค้าก็คงมีใครไปแล้ว” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในที่สุดโลกก็ไม่ได้โหดร้ายนักตอนผมเรียนอยู่ปี 4 กำลังใกล้จะเรียนจบแล้ว ผมก็ได้เจอกับกุ๊กไก่อีกครั้ง เธอกลับมากรุงเทพฯ เพื่อสมัครเป็นแอร์โฮสเตท สายการบินแห่งหนึ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรานัดเจอกัน ผมไปเจอเธอวันนั้นด้วยใจสั่นๆ ความรู้สึกแปลกๆ มันบอกไม่ถูก เหมือนมันชาๆ ไปทั้งตัว มือเย็นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมได้เห็นเธอที่งดงามขึ้น ส่วนเธอก็ได้เห็นผมว่าโตขึ้นกว่าแต่ก่อน ตั้งปี 3 ปีแน่ะที่เราไม่ได้เจอกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่น่าแปลกที่เหตุการณ์ในวันนั้นผมกลับจดจำมันไม่ค่อยได้ ไม่เหมือนกับตอนที่เราใกล้ชิดกันสมัยผมอยู่ปี 1 ซึ่งไกลห่างกว่าปัจจุบันมากกว่าแต่ผมกลับจำทุกอย่างได้ดีทุกฉากทุกตอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลานั้น ผมก็คิดว่าน่าจะเริ่มต้นใหม่กับเธอหรือว่ารักษาสัมธภาพระหว่างเราไว้แค่คนที่เคยเขียนจดหมายหากัน เป็นความทรงจำที่ดีๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังไม่ทันที่ผมจะสรุปอะไร แต่เธอก็หนีผมไปอีกครั้งด้วยการสอบเป็นแอร์โฮสเตท สายการบินหนึ่งได้สำเร็จ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายวันก่อนตอน 2 ทุ่ม ผมก็รำลึกความหลัง ด้วยการกลับไปที่เมเจอร์รัชโยธินดูหนังเรื่อง The Lake House อีกครั้ง ไม่รู้สิครับ ผมก็คงเหมือนคนอื่นๆ ที่มีวิธีเดินทางกลับไปหาสิ่งดีๆ ในอดีตด้วยการกลับไปที่เก่าๆ ในเวลาที่ความสุขครั้งเก่าๆ เคยเกิดขึ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากออกจากโรง ภาพเก่าๆ ผ่านเข้ามาในหัวผมระหว่างที่นั่งรถกลับบ้าน ผมคิดถึงวันเก่าๆ จับใจ คิดถึงตอนที่ผมได้เจอกับกุ๊กไก่ที่ใต้ตึกคณะ  คิดถึงตอนที่นั่งเขียนจดหมายถึงเธอ คิดถึงวันอันเฉอะแฉะที่เราไปงานสัปดาห์หนังสือด้วยกัน &lt;br /&gt;คิดถึงตอนรับน้องปีหนึ่ง คืนที่เรานอนดูดาวที่ทะเลจนสว่าง&lt;br /&gt;หรือการรอคอยที่ไม่รู้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่ ตอนเธอไปเรียนต่อเมืองนอก จนถึงตอนที่ได้เจอเธออีกครั้ง ทั้งหมดมันได้ทำให้ผมเข้าใจเรื่องของความรักอีกรูปแบบหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นคือ “การจากลา” ก็ไม่ได้หมายความว่า “เจ็บปวด” ถ้่าเรามีเรื่องดี ๆ ของคนๆนั้นมากพอให้คิดถึง กับสิ่งที่ีดีๆ ที่เคยทำความทรงจำที่ผ่านมา ผมคิดว่าบางครั้ง 'ความรัก' ของคนเรา เราน่าจะปล่อยให้มันได้อยู่กับอดีตที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว เพราะแน่นอนว่ามันคงดีกว่าการที่เราต้องมาเสี่ยงสานต่อกับปัจจุบันและอนาคตที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงตอนนี้ผมคิดไม่ออกจริงๆ ถ้าตอนนั้นผมเก็บเงินบินไปหาเธอที่โน่นจริงๆ ผมจะเจอไหม หรือถ้าผมกับเธอได้เริ่มต้นใหม่ครั้งที่เจอกันเมื่อ 2 ปีก่อน ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าป่านนี้ชีวิตของเราสองคนจะเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ในวันนี้ มันทำให้ผมพบว่า เวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา อะไรรอบๆ ตัวเราก็เปลี่ยนไป ความคิดเราก็เปลี่ยน หนังเรื่องเดิม พล็อตเดิมก็ยังเปลี่ยนนักแสดง แต่ไม่ว่าจะอย่างไรบ้านริมทะเลที่ผมกับเธอเคยมองเห็นร่วมกันหลังนั้นก็ยังคงสวยงามดังเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4515/2039/1600/49_p1.0.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4515/2039/320/49_p1.0.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;. . .&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116153347699292982?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://buiberry.blogspot.com' title='“บ้านริมทะเล&quot;'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116153347699292982/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116153347699292982&amp;isPopup=true' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116153347699292982'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116153347699292982'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/10/blog-post_22.html' title='“บ้านริมทะเล&quot;'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116152631141536634</id><published>2006-10-22T20:57:00.000+07:00</published><updated>2006-10-22T21:11:51.440+07:00</updated><title type='text'>Sunday Morning</title><content type='html'>&lt;strong&gt;Hachi on the Blog&lt;br /&gt;presents 03&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;จากการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคโดยสถาบัน International Food Information Council พบว่าคนส่วนใหญ่จะเลือกซื้ออาหารและเครื่องดื่มที่รสชาติและราคาก่อนเป็นอันดับแรก และลืมเรื่องคุณค่าทางโภชนาการไปเลยอย่างสิ้นเชิง แพ็กเก็จจิ้งอาหารมีส่วนสำคัญมากที่สุดอย่างไม่น่าเชื่อของการซื้ออาหารแต่ละครั้งของเรา&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;จุดหมายเหตุ Hachi 03&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเช้า (จริงๆ เรียกว่าตอน ‘สาย’ มากกว่า ‘เช้า’) ตื่นมาพบว่าอาหารในคลัง (ครัว) ว่างเปล่า&lt;br /&gt;จึงเดินแบบไร้วิญญาณไปที่เซเว่นข้างล่าง และได้อาหารสำหรับหลายวันต่อจากนี้มาตุนไว้ แต่...มันน่าอนาจใจที่พอรู้ตัวอีกทีก็เพิ่งรู้สึกว่าตัวเองกินแต่ของพวกนี้จริงๆ หรือนี่? ของที่เราซื้อมาทั้งหมดในเช้าวันอาทิตย์อยู่ในรูปต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/hachi%20otb.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/320/hachi%20otb.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;*ตอนนี้คุณๆ สามารถเปิดเพลิง Sunday Morning ของ No Doubt คลอไปด้วยได้&lt;br /&gt;*เสร็จแล้วเอาดีวีดีเรื่อง The Death of Mr.Lazarescu มาเปิดดูก็จะยิ่งชวนให้เหนื่อยหน่ายกับชีวิต ดูแล้วคุณจะรู้ว่าการไปห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาลนั้นไม่ได้ simple หรือรวดเร็วเหมือนที่ปกติในหนังมักตัดภาพให้เราดูกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/02.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/200/02.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/death-of-mr-lazarescu.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/200/death-of-mr-lazarescu.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116152631141536634?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116152631141536634/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116152631141536634&amp;isPopup=true' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116152631141536634'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116152631141536634'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/10/sunday-morning.html' title='Sunday Morning'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116145255290294187</id><published>2006-10-22T00:09:00.000+07:00</published><updated>2006-10-22T00:52:28.203+07:00</updated><title type='text'>สนามหญ้าข้างบ้านมักเขียวกว่าบ้านเราเสมอ</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/hand.gif"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/320/hand.png" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ศุกร์ที่ผ่านมา ผมไปร้านเดิมที่ผมไปทุกๆ วัน เป็นเวลากว่า ๖ ปีแล้ว ที่มาที่นี่เกือบทุกอาทิตย์(ไม่น่าเชื่อว่าสจะนานขนาดนั้น) จริงๆ อาจจะไม่ใช่ร้านเดิมในทางกายภาพ เพราะมันผ่านการย้านร้าน ปิดร้าน เปิดใหม่ และเจ๊งกันมาหลายรอบ แต่ทั้งหมดทั้วงมวลเกิดขึ้นกับคนๆ เดียวกัน นั่นคือเพื่อนของผม นั่นคือเหตุผลว่าทำไมต้องมาที่นี่ทุกศุกร์ ที่นี่เป็นแหล่งรวมคนปากพล่อยๆ สี่ห้าคน ที่มารวมหัวกัน คุยเรื่องการเมือง ปรัชญาชีวิต ทำไมการเมืองไทยห่วย รถไฟฟ้าราคราแสนแพง และเทคโนที่เปลี่ยนไปทำให้เราลำบาก...ข้อความทั้งหมดที่ได้อ่านเป็นของโต๊ะอื่น..ไม่ใช่โต๊ะผม &lt;br /&gt;จริงๆ แล้วออกจะสงสารโต๊ะรอบข้างของเราที่ตกเป็นเหยื่อยบทสนทนาของเราบ่อยๆ การเป็นขาโจ๋ในร้านบางทีก็ทำให้คนกลัวเราไปโดยปริยายทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า เห็นคนหน้ัาใหม่ ในพื้นที่คุ้นเคย ก็แค่นั้น โฉะนั้นหากคุณเป็นต๊ะข้่างๆ หน้าใหม่ เข้าไปในร้านแปลกถิ่น ทำใจเหอะว่า ยังไงต้องมีคนพูดถึงบคุถณพอๆ กับอาหารจานแรกของร้านที่คุณต้องพูดอะไรเกี่ยวกับมันสักอย่าง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณเป็นคนที่น่ามองในสายตาของผู้ชายสักกลุ่มที่นั่งในร้าน จริงๆ อยากให้ฟรอยด์เกิดยุคนี้ ผจะชวนเขามานั่ง แล้วลองวิเคราะห์พฤติกรรมของพวกเราดูสิว่า มันเป็นยังไง เผื่อเขาอาจจะเจอข้อสรุปใหม่ๆ ที่น่าสนใจว่า นอกจากปมออดิปุส เรอาจจะมีปมคิวปิด ปมอาเทน่า หรือปมอะไรอีกหลายอย่างที่เราฟรอยด์ไม่ทันคิด &lt;br /&gt;เอาเป็นว่า  ผมเจอสิ่งอะไรสักอย่างที่เป๊ะ ในคืนวันศุกร์ แต่ตอนนี้คืนวันเสารื และผมก็ง่วงเกินกกว่าจะนึกอะไรออก (แต่ซีรี่ย์  jack and bobby ก็สนุกจนยังไสม่อยากนอน) พรุ่งนี้ผมจะมาเล่าอะไรให้ฟังต่อ ถึงสนามหญ้่าข้างบ้าน &lt;br /&gt;ซึ่งของเธอเขียวกว่าของผมจริงๆ :-)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล. เรื่องของรูป &lt;br /&gt;คลิม (Gustav Klimt) ศิลปินชาวออสเตรีย เป็นคนหนึ่งที่ผมว่าเขาวาดรูปผู้หญิงได้สวยที่สุด เขามีงานอีโรติคหลายชิ้น นอกเหนือจากงานเด่นๆ ที่เรารู้จักกันดีอย่าง the kiss ความงามของผู้หญิงที่เขาวาดส่งนหนึ่งมาจากมือ ผมพยายามวาดให้มันสวยอยู่หลายครั้ง แต่มันเป็นส่วนที่วาดยากมากของร่างกายส่วนหนึ่ง รองจากนิ้วเท้า... ซึ่งยากกว่าหลายเท่า&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116145255290294187?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116145255290294187/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116145255290294187&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116145255290294187'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116145255290294187'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/10/blog-post_116145255290294187.html' title='สนามหญ้าข้างบ้านมักเขียวกว่าบ้านเราเสมอ'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116143863383478493</id><published>2006-10-21T20:39:00.000+07:00</published><updated>2006-10-21T20:50:33.840+07:00</updated><title type='text'>Intellectuels</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:130%;"&gt;Hachi on the Blog&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;presents 02&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;"Intellectuals are like Mafias. They kill each other."&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;strong&gt;/ ไดอะล็อกจากภาพยนตร์เรื่อง Stardust Memory ของวู้ดดี้ อัลเลน&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;strong&gt;(จุด) หมายเหตุ Hachi:&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;1.นี่ๆ เท่าที่อ่านมา พวกคุณเขียนเรื่องจริงจัง กันทั้งนั้นเลยนะ อืมม์...&lt;br /&gt;2.เราเพิ่งกลับจากงานมหกรรมหนังสือฯ สัมมนาในงานปีนี้ไม่มีอะไรน่าฟังเท่าไหร่เลยเนอะว่ามั้ย แล้วเรายังเดินสะดุดรถเข็นๆๆ ตั้งหลายรอบล่ะ&lt;br /&gt;3. เฮ้ๆ คุณผู้เขียนหัวข้อ "ความผิดปกติในชีวิตประจำวัน (อันน่าเบื่อหน่าย)" เราเขียนคอมเมนต์ไป แต่มันโชว์ขึ้นมาว่าต้องให้คนเขียนตรวจก่อนว่าโชว์คอมเมนต์ได้หรือเปล่า เกิดอะไรผิดปกติกับ Settings หรือเปล่า หรือเราสามารถเช็ตอย่างนั้นได้?&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116143863383478493?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116143863383478493/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116143863383478493&amp;isPopup=true' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116143863383478493'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116143863383478493'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/10/intellectuels.html' title='Intellectuels'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116133736700891682</id><published>2006-10-20T16:42:00.000+07:00</published><updated>2006-10-20T16:42:47.020+07:00</updated><title type='text'>เรื่องของเด็ก ปมของผู้ใหญ่</title><content type='html'>เรื่องของเด็ก ปมของผู้ใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1&lt;br /&gt;                ทำนายดักคอไว้, ผมไม่คิดว่า รัฐบาลจะเอาจริงเรื่องห้าม ‘มนุษย์’ ที่ใช้ชีวิตในโลกมาไม่ถึง 25 ปี ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์&lt;br /&gt;                ถ้าให้พูดตรงๆ พ่อของผมซึ่งเป็นทหารนั้น กินเหล้ามาตั้งแต่ยังเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร กินเรื่อยมาจนเข้าเรียนในโรงเรียนนายร้อย จปร. โรงเรียนเสธ และกินมาตลอดจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต&lt;br /&gt;                เพื่อนของพ่อที่เป็นทหารก็กินเหล้า ไม่ได้กินกันธรรมดาๆ แต่กินชนิดที่เรียกได้ว่าถ้าเอาหัวจุ่มลงไปในเหล้าเพื่อให้แอลกอฮอล์ซึมซาบเข้าไปในกระแสเลือดได้ก็คงทำ มีอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ไม่กินเหล้า&lt;br /&gt;                ผมจึงรู้สึกสนุก ที่ได้เห็นรัฐบาลซึ่งมี ‘อดีตทหาร’ เป็นผู้นำ ตั้งใจจะออกกฎเกณฑ์ประหลาด ห้ามเด็กวัยต่ำกว่า 25 ปี ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ทั้งที่โลกแห่งความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะเรา ‘ไว้ใจ’ ให้เด็กไปเลือกตั้งได้ตั้งแต่อายุ 18 ปี บรรลุนิติภาวะ (แปลว่าเป็นผู้ใหญ่?) ตอนอายุ 20 ปี แถมยังจับเกณฑ์ทหารกันตอน 21 ปี&lt;br /&gt;                แต่ไม่ให้กินเหล้า?&lt;br /&gt;                ผมจึงสงสัย-มันเป็นโลกแบบไหนกัน&lt;br /&gt;                แล้วผมก็ยิ่งสงสัยมากขึ้น เมื่อได้อ่านเรื่องของลียุงบัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2&lt;br /&gt;                ลียุงบักเป็นนายกเทศมนตรีของกรุงโซล-เกาหลีใต้ เข้ารับตำแหน่งเมื่อปี 2002 เขาได้ชื่อว่าเป็น ‘นักรื้อ’&lt;br /&gt;                ฉายานี้ไม่ได้ได้มาเปล่าๆ แต่เขามีพื้นฐานทำงานในบริษัทเกี่ยวกับการก่อสร้างมาก่อน จึงได้ฉายาว่า The Bulldozer เมื่อเข้ามาเป็นนายกเทศมนตรี เขารักษาชื่อเสียงเรื่องการ ‘รื้อ’ เอาไว้ ด้วยการจัดการกรุงโซลเสียใหม่ในหลายพื้นที่&lt;br /&gt;                เริ่มต้นด้วยทางน้ำชื่อ Cheonggyecheon (ผมไม่แน่ใจว่าออกเสียงอย่างไร) ซึ่งเป็นทางน้ำเล็กๆที่ไหลผ่านกลางกรุงโซล ที่จริงแล้ว ทางน้ำสายนี้เคยถูกกลบฝังด้วยน้ำมือของเขาเองมาแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนั้นเป็นยุคซิกซ์ตี้ส์ เขาทำงานอยู่กับบริษัทก่อสร้าง และเป็นหนึ่งในคณะทำงานสร้างทางด่วนคร่อมทางน้ำนี้ เขาจัดการออกแบบแผ่นปูปิดทางน้ำ แล้วสร้างทางด่วนยกระดับอยู่ด้านบน มันเป็นทางด่วนที่ใช้ ‘ขนรถ’ ได้ถึงวันละ 168,000 คัน เข้าสู่ใจกลางเมือง มันคือการ ‘พัฒนา’ ขนานใหญ่ของกรุงโซล&lt;br /&gt;                แต่แล้วเมื่อเข้ามาเป็นนายกเทศมนตรี ลียุงบักก็เริ่มต้นทำสิ่งตรงกันข้าม&lt;br /&gt;                เขารื้อทางด่วนออก รื้อแผ่นปูปิดทางน้ำ เติมน้ำใส่ลงไปในลำธารอีกครั้ง พร้อมทั้งตกแต่งแลนด์สเคปของสองฝั่งน้ำยาว 5.8 กิโลเมตร ใช้เงินไป 360 ล้านเหรียญ เพื่อให้ทางน้ำนี้กลายเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมือง โดยเฉพาะเด็กๆ&lt;br /&gt;                เขาบอกว่าตอนนี้น้ำกำลังเย็นเจี๊ยบใสแจ๋ว ซึ่งแปลว่าเป็นน้ำที่ปราศจากมลพิษจากโรงงาน แต่เมื่ออากาศอุ่นขึ้นในหน้าร้อน เด็กๆก็จะได้มาเล่นในลำธารกลางเมือง แล้วเขาก็จะมีความสุข&lt;br /&gt;                โซลเคยเป็นเมืองแบบเดียวกับกรุงเทพฯ นั่นก็คือไม่มีสวนสาธารณะ หรือไม่ก็มีแต่ชื่อ แต่ลีไม่ยอมให้เป็นอย่างนั้นอีกแล้ว เขากำลังสร้าง ‘ป่า’ ที่เรียกว่า โซลฟอร์เรสต์ ขึ้น โดยใช้งบประมาณ 224 ล้านเหรียญ เป็นสวนที่ใหญ่โตเทียบเท่ากับไฮด์ปาร์คของลอนดอน ที่สำคัญก็คืออยู่กลางเมืองด้วย แต่ไม่ใช่แค่ปาร์ค ต่อไปนี้ถ้าทีมเกาหลีใต้เข้าชิงฟุตบอลโลก ทุกคนก็จะได้ไปเชียร์บอลกันที่โซลพลาซ่า ซึ่งเป็นลานหญ้าใจกลางเมืองขนาดใหญ่แห่งใหม่กันแล้ว แถมลียังเพิ่มพิพิธภัณฑ์ใหม่ๆอีกหลายแห่ง ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์เก็บของเก่ามาขาย แต่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีแนวคิดใหม่ๆ เช่นพิพิธภัณฑ์ศิลปะของบริษัทซัมซุง ออกแบบโดยสถาปนิกระดับโลก ซึ่งนอกจากจะให้ความรู้แล้ว ยังกระตุ้นปลุกเร้าให้เด็กๆรู้จักใช้สินค้าตราเกาหลีโดยการ ‘แสดงให้เห็น’ ไม่ใช่แค่ ‘บอกให้ทำ’ เหมือนที่เราเอาแต่โฆษณาปาวๆให้อนุรักษ์ไทย แต่มองไปมองมาก็ต้องตั้งคำถามว่า นอกจากของเก่าๆแล้ว ยังมีอะไรควรค่าให้อนุรักษ์บ้างไหม&lt;br /&gt;                ผมได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งว่า ลีให้คุณค่ากับเด็กๆอย่างที่เด็กๆเป็น และพยายามส่งเสริมไลฟ์สไตล์ของเด็กๆ ด้วยการลงมือทำ&lt;br /&gt;                ไม่ใช่แค่ใช้ปากสั่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3&lt;br /&gt;                เราคนไทยมีแนวโน้มที่จะใช้อำนาจควบคุมกันและกันอยู่เสมอด้วยการ ‘สั่ง’ อาทิเช่น สั่งไม่ให้ดื่มเหล้าก่อนอายุ 25 ปี สั่งไม่ให้เด็กผู้หญิงมีเซ็กซ์ก่อนวัยอันควร (ซึ่งเอาเข้าจริงๆก็ไม่รู้ว่า ‘ควร’ คือเมื่อไหร่) และสั่งอื่นๆอีกมากมายเพื่อให้สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘เด็ก’ อยู่ในรีตในรอย ซึ่งก็คืออยู่ในการควบคุมของเราอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด&lt;br /&gt;                แต่สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘เด็ก’ โง่และขาดไร้ซึ่งวุฒิภาวะถึงขนาดนั้นเลยเชียวหรือ?&lt;br /&gt;                ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง คำถามที่ต้องย้อนถามกันหนักๆก็คือ แล้วพวกเขาเป็นผลผลิตของใคร...ของสังคมแบบไหน,&lt;br /&gt;                ของเมืองแบบไหน?&lt;br /&gt;                ในเมืองที่ไม่มีพิพิธภัณฑ์ชั้นดี ไม่มีสวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมืองที่ไม่มีรั้วกั้น ไม่มีหอศิลป์ที่ดี ไม่มีกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้เงินซื้อ ไม่มีทางเลือกอื่นใดให้เด็กๆ นอกจากการไปเดินห้างและเที่ยวกลางคืน คุณคิดว่าเด็กๆในเมืองนั้นจะใช้ชีวิตแบบไหน&lt;br /&gt;                แน่นอน พวกเขาก็ย่อมต้องนัดกันกลางเมือง เดินดูของ ช็อปปิ้งเท่าที่พอจะทำได้ ดูหนังตลาดๆสนุกๆสักเรื่อง กินข้าวร้านหรูที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วจากนั้นก็ไปเที่ยวกลางคืน กินเหล้า แล้วก็มีเซ็กซ์&lt;br /&gt;                พวกเขาจะนัดกันไปเดินลุยลำธารกลางเมือง ไปฟังคนอ่านบทกวีในสวนสาธารณะ ไปดูงานศิลปะในพิพิธภัณฑ์มีเซียม ยิบอินซอย ซึ่งมีรถใต้ดินตัดผ่านไปถึง หรือไปสุมหัวกันอยู่ในห้องประชุมในหอสมุดกลางเมืองเพื่อจัดละครประจำปีได้อย่างไร&lt;br /&gt;                ในเมื่อเมืองไม่มีสิ่งเหล่านี้ให้พวกเขาเลย&lt;br /&gt;                พวกเขาก็ต้องนัดกันไปบริโภค ดื่ม แดก ดริงค์ แล้วก็จบลงบนเตียงด้วยเซ็กซ์ที่น่าเบื่อกับคู่ที่น่าเบื่อ (เพราะขาดไร้ซึ่งวุฒิภาวะและปัญญาพอๆกันไปหมดทั้งเมือง) จนต้องตระเวนหาคู่ใหม่ไปเรื่อยๆทุกคืนๆ&lt;br /&gt;                แล้วเราก็ ‘บังอาจ’ ไปห้ามพวกเขาดื่มแอลกอฮอล์&lt;br /&gt;                ถ้าไม่มีแอลกอฮอล์ อะไรจะบดบังสติ ทำให้พวกเขามึนเมา และมองเห็นความงามในตัวคู่ที่กำลังคั่วอยู่ได้เล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4&lt;br /&gt;                คุณคิดว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าอยู่ สุดจะ vibrant และมี ‘ทางเลือก’ ให้ไลฟ์สไตล์มากมายนักหรือ&lt;br /&gt;                ที่จริง กรุงเทพฯเป็นเมืองที่มีทางเลือกจำกัดมากต่างหาก&lt;br /&gt;                และข้อจำกัดนี้ นับวันจะยิ่งขีดวงตัวเองให้แคบลงเรื่อยๆ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116133736700891682?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116133736700891682/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116133736700891682&amp;isPopup=true' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116133736700891682'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116133736700891682'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/10/blog-post_116133736700891682.html' title='เรื่องของเด็ก ปมของผู้ใหญ่'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116133669846833935</id><published>2006-10-20T15:04:00.000+07:00</published><updated>2006-10-21T20:34:17.533+07:00</updated><title type='text'>ความผิดปกติในชีวิตประจำวัน (อันน่าเบื่อหน่าย)</title><content type='html'>&lt;span style="color:#336666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;เย็นวันหนึ่ง ที่ฝนตั้งท่าว่าจะตก แต่ไม่ตก&lt;br /&gt;ผมตั้งคำถามกับชีวิตของตัวเองและเผื่อแผ่ไปยังชีวิตคนอื่นด้วยว่า เราพอใจกับชีวิตปกติประจำวันของตัวเรามากแค่ไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือน มนุษย์ฟรีแลนซ์ มนุษย์ไม่ทำอะไรเลย ยอดมนุษย์ หรืออมนุษย์ก็ตาม ทุกคนต่างก็ต้องมีวงจรชีวิตที่ซ้ำซาก น่าเบื่อหน่ายในแบบของตัวเอง (แม้สิ่งที่บางคนทำในแต่ละวัน จะสุดแสนพิสดารหรือหวาดเสียว แต่พอทำไปบ่อยๆ เข้า ความเสียวสยองก็กลายเป็นความน่าเบื่อได้เหมือนกัน) เพราะการใช้ชีวิตซ้ำไปซ้ำมาในแต่ละวันนั้น หนึ่งนาทีของวันไม่ได้ผ่านไปง่ายๆ เราต่างยากลำบากในการขับเคลื่อนตัวเองให้เดินหน้าไปสู่จุดหมายข้างหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดถึงจุดหมายข้างหน้า? ชีวิตของคนส่วนใหญ่หมุนไปสู่ความหวังกันทุกคนหรือเปล่า? ผมคิดว่าไม่นะ หลายคนอาจไม่ได้มีเป้าหมายใหญ่เพียงพอสำหรับตัวอง ไม่รู้ว่าอนาคตจะพาเราไปสู่จุดไหน บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการมีเป้าหมายใหญ่ๆ นั้นมันมีหน้าตาอย่างไร และเมื่อคนส่วนใหญ่ไม่ได้มีความหวังใหญ่โตรออยู่ เราจึงได้แต่อาศัยฟันเฟืองเล็กๆ จากชีวิตประจำวัน เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงของเหลวในหัวใจให้ยังไหลเวียนสะดวก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ชีวิตประจำวันอันซ้ำซากและปกติสิ้นดีนั่นเองที่ทำให้ผมสงสัยว่าเราพอใจกับการใช้ชีวิตมากน้อยแค่ไหน ผมไม่เถียงว่าความเรียบง่าย ความคุ้นเคย ก็นำพาความสงบกระทั่งความสุขอีกแบบมาสู่ตัวเราได้ แต่ในความเป็นมนุษย์แล้ว วิญญาณของเราใช่ไหม ที่ถูกออกแบบมาให้มีลักษณะของการค้นหาความหมาย ค้นหาบางสิ่งบางอย่างที่จะยกระดับตัวตนของเราขึ้นมาตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นในความปกติของยี่สิบสี่ชั่วโมง ผมก็หวังว่าจะมีสักหนึ่งหรือสองในนั้นที่เกิดความผิดปกติขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่เรานิ่งเฉย มืออันซุกซนของเราอาจเผลอ (อย่างตั้งใจ) ที่จะโทรศัพท์หาคนที่ไม่คุ้ยเคย หรือแอดอีเมล์ของคนที่ไม่รู้จักเข้ามาในลิสต์ กระทั่งเขียนบล็อก เพราะหวังว่าจะมีอะไรบางอย่างหรือใครบางคนมากระทบตัวตนด้านในของเรา เราอาจไปเดินเล่นในสถานที่ที่เราไม่เคยนึกว่าจะไป เพื่อรับรู้ถึงเสียงลมหายใจของคนถิ่นอื่น เราใช้เวลาตัดสินใจสั้นๆ ที่จะแลกเปลี่ยนบทสนทนาอันยาวนานกับคนที่เราถูกชะตาแต่ไม่คุ้นหน้า ผมคิดว่าใครหลายคนได้ลงมือทำสิ่งเหล่านี้ไปแล้ว และผมเชื่อว่าส่วนน้อยเท่านั้นที่จะรับอะไรดีๆ กลับมา ส่วนใหญ่น่าจะได้รับความว่างเปล่า หรืออาการประดักประเดิกเป็นของติดมือเสียมากกว่า เพราะว่าในชีวิตประจำวันไม่ได้มีโชคดีเกิดขึ้นได้บ่อยๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอน แม้ว่าเราจะเสียแรงและเวลาน้อยนิดในการลงมือ แต่ความผิดหวังก็ให้รสชาติเข้มข้นอยู่ดี มันเป็นความผิดหวังที่ไม่ได้มีต้นทางมาจากความคาดหวังอันชัดเจน แต่เป็นความรู้สึกพลาดหวังจากการที่เราพยายามจะต่อติดกับโลกที่สังกัดอยู่ จากนั้นเราก็จะกลับมารักษาวงจรชีวิตประจำวัน (อันน่าเบื่อ) ของเราอีกครั้ง ปิดประตู ลงกลอน ประหนึ่งว่าจะไม่ออกไปไหนอีก แต่สุดท้ายแล้วเมื่อหายแสบคัน เราก็พร้อมที่จะแหย่เท้าไปควานหาความผิดปกติอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราจะเรียกวงจรนี้ว่าความโศกเศร้าของชีวิตได้ไหม?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมนึกถึงคำพูดของ คริสโตเฟอร์ ดอยล์ ผู้กำกับภาพชื่อดังชาวออสเตรเลีย ที่พูดถึงตัวละครที่เขาถ่ายในหนังของ หว่อง กา ไว ว่าคนเหล่านี้ไม่ได้มีวิถีชีวิตซ้ำๆ หรือขังตัวเองอยู่ในโลกส่วนตัว เพราะความหดหู่ เศร้าหมอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;"ผมไม่คิดว่าตัวละครมีความเศร้าโศก ผมคิดว่าพวกเขากำลังมองหามากกว่า พวกเขามองหาอะไรบางอย่างอยู่เสมอแต่ยังไม่เจอ ถ้าคุณคิดว่านี่คือความหดหู่ ความเสียใจ ผมว่าคุณเข้าใจชีวิตผิดแล้วล่ะ"&lt;/strong&gt; *&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มองหาอะไรบางอย่างอยู่เสมอ... แต่ยังไม่เจอ&lt;br /&gt;เย็นวันนั้นฝนตั้งท่าว่าจะตก แต่ก็ไม่ตกจริงๆ ด้วยล่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;....................................&lt;br /&gt;* (บทสัมภาษณ์ คริสโตเฟอร์ ดอยล์ จากนิตยสาร mars ฉบับไหนก็ไม่รู้ ลืมแล้ว)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116133669846833935?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116133669846833935/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116133669846833935&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116133669846833935'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116133669846833935'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/10/blog-post_20.html' title='ความผิดปกติในชีวิตประจำวัน (อันน่าเบื่อหน่าย)'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116132917424502642</id><published>2006-10-20T14:20:00.000+07:00</published><updated>2006-10-21T20:54:22.676+07:00</updated><title type='text'>Pirate Sushi</title><content type='html'>&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;Hachi on the Blog&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;Presents&lt;/span&gt; &lt;/strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;strong&gt;01&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;font-size:180%;"&gt;ปลาแอตแลนติก bluefin ทูน่า ที่กลายหน้าตามาเป็นซูชิกับซาชิมิในร้านอาหารญี่ปุ่นที่เรากินกัน (ราคาแพงหูฉี่) นั้น เราไม่มีทางรู้เลยว่าเป็นปลาที่ลักลอบจับมาหรือไม่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;font-size:180%;"&gt;ทะเลเมดิเตอเรเนียนเป็นแหล่งที่มีการจับทูน่าพันธุ์นี้เยอะที่สุด ทราบไหมว่าทูน่าจำนวนเกือบหนึ่งในสามที่จับได้ที่นั่นล้วนแอบจับกันแบบผิดกฎหมายทั้งสิ้น (ถือเป็น Unreported fishing หรือ IUU ) &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116132917424502642?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116132917424502642'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116132917424502642'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/10/pirate-sushi.html' title='Pirate Sushi'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116132406163785021</id><published>2006-10-20T12:48:00.000+07:00</published><updated>2006-10-20T13:27:12.260+07:00</updated><title type='text'>เปิดม่าน</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/1600/work-print01.png"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7735/4042/320/work-print01.png" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;1&lt;br /&gt;สมัยตอนอยู่มหาลัย ผมกับเพื่อนเคยตั้งวงกันทำเว็บบอร์ด ทำขึ้นมาหวังไว้ว่า&lt;br /&gt;นี่จะเป็นหนังสือรุ่นของพวกเรา ที่เราจะได้ติดต่อกัน&lt;br /&gt;วันเวลาผ่านไป แม้จะทำร้ายใบหน้าพวกเราแต่เว็บไซท์ของพวกเราก็ยังเปิดทำการแถมมีรุ่นน้องรุ่นพี่ในมหาลัยเข้ามาร่วมแจมกับเราด้วย&lt;br /&gt;8 ปีแล้วที่เราทำกันมาและอยุ่ได้ด้วยเงินบริจาคของเพื่อนๆ และพี่น้องร่วมคณะฯ&lt;br /&gt;2&lt;br /&gt;ไม่กี่วันตอนเปิดงาน Bangkok film fest ผมเจอเพื่อนเก่า เป็นช่างภาพ เขาทำงานอยู่โปรดักชั่นเฮาส์แห่งหนึ่ง เขาบอกว่าที่บริษัทเขาบังคับให้พนักงานเขียนคอลัมน์ ทำเป็นนิตยสารเย็บมือแจกกันทุกสัปดาห์ต้องส่งต้นฉบับ เย็บเล่มแล้วแจกให้พนักงานทุกคนอ่าน ตั้งแต่หัวหน้าลงมา เลยเถิดถึงแจกลูกค้าคนสนิทไปอ่านเล่น ข่าวว่าก็นิยมกันพอสมควรแถมหัวหน้าบริษัทก็ถือเป็นกิจกรรรมสำคัญกว่าการเข้างานตรงเวลาเสียอีก มาสายไม่ว่า แต่ไม่ส่งต้นฉบับ น่าดู &lt;br /&gt;3&lt;br /&gt;ไอเดียสองข้อแรก ทำให้ผมได้ความคิดว่า ทำไมไม่ลองทำอะไรสักอย่างกับ GM PLUS สนุกๆ&lt;br /&gt;ฮาๆ ไม่ต้องคิดมาก&lt;br /&gt;การทำบล็อกของเพวกเราก็เลยเกิดขึ้น  ผมไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแหล่งปราชญ์ปัญญา มาชุมนุมกันโดยนัดหมาย แต่เพียงอยากให้พวกเราเหล่าทีมงานและเหล่าผู้อ่านที่เป็นแฟนติดตามเรา ได้มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็น เขียนเข้ามาร่วมสนุก แชร์ไอเดียกัน เรื่องไหนโดน เรื่องไหนน่าสนใจ ในอนาคต ผมอาจขยายจากข้อเขียนในบล็อก ไปเป็นคอลัมน์ในนิตยสารของเรา แถมยังได้ฝึกปรืองานเขียนในอีกแบบหนึ่งที่แตกต่างจากงานนิตยสาร&lt;br /&gt;พวกเรา GM PLUS ชอยบและหวังว่าคุรผู้อ่านก็จะชอบด้วยเช่นกัน&lt;br /&gt; ทัศนางานเขียน และแสดงตัวตนของคุณอย่างเต็มที่ ตั้งแต่ตอนนี้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล. ขออธิบายเรื่อง&lt;br /&gt;จริงๆ กลัวข้อเขียนมันจะโล้นๆ ก็เลยเอารูปมาลง ให้ดูเตะตานิดหน่อย ผมวาดรูปนี้เเม่อประมาณ 2 ปีก่อน แรกสุดกะว่าจะเอามาทำเป็นภาพประกอบในคอลัมน์สมัยอยู่ที่สุดสัปดาห์ ตอนวาดกะจะเขียนเรื่องความวุ่นวานในเมืองหลวงอะไรสักอย่าง แค่พอออกมาเป็นรูปรู้สึกว่าถ่ายรูปเอาน่าจะสื่อได้ดีดว่า ก็เลยเก็บเอาไว้ดูเอง ตอนนี้ต้นฉบับจริงหายไป(เซ็ง) เหลือแต่ไฟล์ไว้ดูต่างหน้า&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116132406163785021?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116132406163785021/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116132406163785021&amp;isPopup=true' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116132406163785021'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116132406163785021'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/10/blog-post.html' title='เปิดม่าน'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116128930951499047</id><published>2006-10-20T00:39:00.000+07:00</published><updated>2006-10-20T16:30:30.553+07:00</updated><title type='text'>สังคมบันเทิง (Episode I)</title><content type='html'>0.43 a.m. Friday 20 ,2006&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่ะ ... ทำไมไม่มีใครเข้ามาอ่านเลยเหรอเนี่ย เอ๊ะ !!! ยังไง แต่ก็ไม่สนหรอก เชิ่ด เชิด จริงๆอ่ะ ก็ไม่รู้จะเขียนไรดี เพราะไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ ไม่เหมือนกับการนั่งเมาท์ เรื่องชาวบ้านบ้าง เรื่องตัวเองบ้าง แล้วแต่ใครจะถึงคิวเผาก่อนก็ว่ากันไป ว่าแต่ว่าช่วงนี้มองไปทางไหนทำไมมีแต่ใครๆเขียนบล็อก ได้เคยแต่เป็นคนอ่าน ไม่เคยเขียนให้ใครอ่านอย่างจริงจังซะที เพราะเขียนไม่ไมสาระอะไร นั่งอ่านของชาวบ้านเห็นเขาเสนอแนวคิด นี่ นั่น โน่น those this that ... ดูแล้วแบบว่า เก๋ นะยะ ... แลดูปราดเปรื่อง เอาวะ ลองดูบ้างดีกว่า เผื่อจะมีคนอ่านแก้เซ็ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่ก็จะหมดไปอีกปีแล้ว ไม่อยากจะเชื่อว่าวันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งมารู้สึกได้ชัดก็ตคอนเริ่มทำงานนี่แหละ วันๆทำงานงกๆๆๆๆๆๆ แทบจะไม่มีเวลา ที่ได้ยินมาใครๆก็พูดแบบนี้กันทั้งนั้น ถึงสิ้นเดือนก็ได้เงินมาซะหน่อยนึง อยู่กับเราได้ไม่เท่าไหร่จัดสรรจ่ายค่าจิปาถะก็เหลือไม่ถึง 5 พัน โอว...พระเจ้า ขึ้นเดือนใหม่ก็สิ้นใจเลยทันที ทำไมต้องเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ก็ทำไงได้เพราะต้องจ่ายเพื่อคุ้มหัวตัวเองนี่แหละ ทำยังไงได้ละคะ ด้วยความที่เป็นสาวบ้านนอกอยากจะออกจากบ้านมาเมืองกรุง ก็ต้องมาเผชิญชีวิตสุดลำบาก ยากที่จะทำใจ ตายแร้ว !!! แล้วจะยังไงล่ะคะเนี่ย ว่าแล้วก็อยากจะลองมาจำแนกแจกแจงกับเรื่องเงินค่าใช้จ่ายของตัวเองที่เป็นอยู่ในปัจจุบันว่ามันหายไปไหน ตอนแรกก็นึกว่าคิดว่าเป็นอยู่คนเดียว แต่พอไปคุยกะหลายๆคนแล้วก็เป็นเหมือนกัน เรื่องปัญหาการเงินชักหน้าไม่ถึงหลังคงไม่เข้าใครออกใครสำหรับคนที่เพิ่งจะเริ่มทำงานได้ไม่นาน เพิ่งจบมหาวิทยาลัยมาไม่ได้เท่าไหร่ ก็ต้องทำงาน มีงานอะไรมาก็ต้องทำ เงินเดือนพอถูๆไถๆ ดิชั้นก็เอาๆไปก่อนดีกว่าอดตายนั่งอายฟ้าดินอยู่เปล่าๆ ไม่มีทางเลือกนี่คะ ก็เลยเอาวะ สู้โว้ย ... ว่าแล้วลองมานั่งเล่าเรื่องการทำงานของเราสิคะว่าวันๆนึงเราทำอะไรกันบ้าง แล้วได้เงินคุ้มกับสิ่งที่ทำอยู่รึเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับงานในอาชีพแรกที่เป็นหลักเป็นแหล่งของสาวมั่น คันคะเยอ อย่างดิชั้น นับว่าเป็นการก้าวเริ่มงานที่จะมองว่าเก๋ๆก็เก๋ค่ะ ใครจะไปนึกว่าน้องนางบ้านนาจะพาหน้าตาอันสวยเก๋เหมือน เดวอน อาโอกิ มาทำงานให้กับนิตยสารฉบับหนึ่ง ไม่ใช่สิ 2 ฉบับ ในตำแหน่งของเหยี่ยวข่าวสาวสังคม นิยมความบันเทิงเริงใจในชีวิต ที่จะทำผู้คนในโลกหล้าจะได้เห็นหน้างดงามและความฉลาดอย่างแท้จริงซะทีว่าเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่าแล้วก็ต้องเตรียมตัวกันให้สวยทุกวัน ไม่ว่าเสื้อผ้า หน้าผม นมปลอม ต้องเป๊ะ เพราะคิดไว้เสมอว่างานสังคมที่จะไปนั้นไม่ต่างอะไรกับสนามรบ ที่จะต้องเจอสาวๆประเภทเดียวกัน คอยจ้องมองตั้งแต่หัวจรดเท้า เอาสิย๊ะ ดิชั้นก็ไม่หวั่นแล้วเราจะได้เห็นดีกัน จากวันนั้นถึงวันนี้ทำให้ดิชั้นเรียนรู้อะไรหลายอย่างจากการไปงานสังคมที่พอจะสรุปได้ ไม่รู้ว่าใครจะเห็นด้วยรึเปล่า ไว้จะมาเล่าให้ฟังนะคะ ขอทำงานก่อนเดี๋ยวไม่เสร็จ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="right"&gt;นางฟ้า...มหาประลัย&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116128930951499047?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116128930951499047/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116128930951499047&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116128930951499047'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116128930951499047'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/10/episode-i.html' title='สังคมบันเทิง (Episode I)'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-36214660.post-116113654345644070</id><published>2006-10-18T08:54:00.000+07:00</published><updated>2006-10-18T08:55:43.466+07:00</updated><title type='text'>"Welcome to GMPLUS Club"</title><content type='html'>""Welcome to GMPLUS Club"&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/36214660-116113654345644070?l=gmplusclub.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gmplusclub.blogspot.com/feeds/116113654345644070/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=36214660&amp;postID=116113654345644070&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116113654345644070'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/36214660/posts/default/116113654345644070'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gmplusclub.blogspot.com/2006/10/welcome-to-gmplus-club.html' title='&quot;Welcome to GMPLUS Club&quot;'/><author><name>gmplusclub</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14433186193738966343</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
